เจาะลึกโปรแกรม Botox เกาหลี ยี่ห้อไหนดี? เลือกตัวไหนให้เหมาะกับคุณที่สุด
| คุณหมอขอสรุป โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์เกาหลี รุ่นไหนดี? โปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลีมีอยู่ด้วยกัน 5 ยี่ห้อหลัก ๆ คือ Nabota, Aestox, Neuronox, MBTOXและ BIENOX
|
โปรแกรมโบท็อกซ์มีหลายยี่ห้อให้เลือก แต่ละยี่ห้อก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน แต่บทความนี้จะเปรียบเทียบยี่ห้อโบท็อกซ์เกาหลีว่าควรเลือกฉีดยี่ห้อไหนดี? รวมถึงยี่ห้ออื่น ๆ โดยจะพูดถึงคุณสมบัติ ข้อดี ข้อจำกัด ผลลัพธ์ที่ได้ และระยะเวลาที่ออกฤทธิ์ พร้อมคำแนะนำจำนวนยูนิตที่ควรฉีด
ตารางเปรียบเทียบโปรแแกรมโบท็อกซ์เกาหลีตัวไหนดีสุด
| Program Botox | จุดเด่น | เหมาะสำหรับ | ระยะเวลาเห็นผล | อยู่ได้นานแค่ไหน |
| Nabota | บริสุทธิ์สูงถึง 98.7%ได้มาตรฐาน USFDA | ลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าและการฉีดกราม | ประมาณ 3-4 วันหลังฉีด | ประมาณ 3-4 เดือน |
| Aestox | มีการรับรองมาตรฐานจากอย. ไทย | ลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าและการฉีดกราม | – ลดริ้วรอย 3-7 วัน- ลดกราม 14 วัน | ประมาณ 3-4 เดือน |
| Neuronox | ราคาประหยัด | ลดริ้วรอยลดกล้ามเนื้อกราม | – ลดริ้วรอย 3-4 วัน- ลดเหนียง 3-4 วัน- ลดกราม 14 วัน | ประมาณ 4-6 เดือน |
| MBTOX | ราคาไม่สูงมาก | ลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าและการฉีดกราม | ประมาณ 3 วันหลังฉีด | ประมาณ 4-6 เดือน |
| BIENOX | ผลิตด้วยนวัตกรรมสุญญากาศแบบเดียวกับโบท็อกซ์อเมริกา | การฉีดริ้วรอยและกราม | ภายใน 2 วันหลังฉีด | ประมาณ 4-6 เดือน |
รวมโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลี 5 ยี่ห้อยอดนิยม เลือกใช้ตัวไหนดี
ยี่ห้อโบท็อกซ์เกาหลีที่ได้รับความนิยมมีอยู่ด้วยกัน 5 ยี่ห้อหลัก ๆ ดังนี้
1. Program Nabota
Program Nabota เป็นโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลี ได้รับการยอมรับจาก USFDA (U.S. Food and Drug Administration) ในปี 2018 ด้วยเทคโนโลยีการผลิต HI-PURE Technology ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ซึ่งผ่านการวิจัยพัฒนามายาวนานกว่า 30 ปี จึงรับประกันได้ถึงความปลอดภัยและมาตรฐานระดับสากล
Program Nabota ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ ทั้งไทย เกาหลี สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศในยุโรป สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลีคุณภาพดีProgram Nabota เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และราคาที่เข้าถึงได้
คุณสมบัติเด่น
- ผลิตภัณฑ์มีความบริสุทธิ์สูงถึง 98.7%
- ออกฤทธิ์และเห็นผลในระยะสั้น
- แบรนด์เกาหลีแบรนด์เดียวที่ได้ USFDA
- อยู่ได้นาน 3-4 เดือน
ข้อจำกัด
- ด้วยราคาที่ไม่สูง ทำให้ได้รับความนิยมมาก จนมีการนำเข้าของปลอมเพิ่มขึ้น
- ได้ผลน้อยเรื่องการยกกระชับ
เหมาะสำหรับ
การฉีดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าและการฉีดกราม
ราคา
- 50 ยูนิต: ราคาประมาณ 4,000-6,000 บาท
- 100 ยูนิต: ราคาประมาณ 8,000-12,000 บาท
2. Program BIENOX
Program BIENOX โปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลี ที่ผลิตจากสารสกัด Clostridium Botulinum โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการผลิตแบบสุญญากาศ กระบวนการผลิตที่ทำให้โบทูลินัมท็อกซินแห้งภายใต้ความดันต่ำและใช้สารออกฤทธิ์จำนวนน้อย ส่งผลให้มีปริมาณผงในขวดน้อยกว่าการผลิตแบบแช่แข็ง แต่กลับได้ความบริสุทธิ์ของโบทูลินัมท็อกซินที่มากกว่า ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความคงตัวและเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในการผลิตโปรแกรมโบท็อกซ์อเมริกาและเป็นแบรนด์แรกที่นำเข้ามาในประเทศไทย
คุณสมบัติเด่น
- เห็นผลลัพธ์หลังฉีดค่อนข้างไว
- ผลิตด้วยนวัตกรรมสุญญากาศแบบเดียวกับโปรแกรมโบท็อกซ์อเมริกา
- มีความบริสุทธิ์สูง จึงลดโอกาสการดื้อยาและผลข้างเคียงตามมา
ข้อจำกัด
- เป็นแบรนด์ใหม่ที่พัฒนาจากเกาหลี บางคลินิกจึงยังไม่ได้นำเข้ามาให้บริการ
- ได้ผลน้อยเรื่องการยกกระชับ แต่เห็นผลชัดเรื่องการลดริ้วรอย
เหมาะสำหรับ
การฉีดริ้วรอยและกราม
ราคา
- 50 ยูนิต: ราคาประมาณ 6,000-8,500 บาท
- 100 ยูนิต: ราคาประมาณ 12,000-17,000 บาท
3. Program Neuronox
Program Neuronox เป็นโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ผลิตโดยใช้ Botulinum Toxin Type A สายพันธุ์ Hall A-hyper ซึ่งมีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพในการรักษา และมีความปลอดภัย โดยมีคุณภาพใกล้เคียงกับโปรแกรมโบท็อกซ์จากสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ
คุณสมบัติเด่น
- ราคาประหยัด
- เชื่อถือได้ ได้มาตรฐาน
ข้อจำกัด
- เป็นแบรนด์ที่มีการปลอมแปลงจำนวนมาก
- ระยะเวลาอยู่ได้สั้นกว่าแบรนด์อื่น
- ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน
เหมาะสำหรับ
- คนที่ต้องการลดริ้วรอย
- คนที่ต้องการลดกล้ามเนื้อกราม
ราคา
- 50 ยูนิต: ราคาประมาณ 3,500-5,500 บาท
- 100 ยูนิต: ราคาประมาณ 7,000-11,000 บาท
4. Program MBTOX
Program MBTOX เป็นโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลีที่มีประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากหลายสถาบัน ทั้ง GMP อย.เกาหลี อย.ไทย และอีก 10 ประเทศทั่วโลก โดยมีบริษัท MNB Thai เป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย
คุณสมบัติเด่น
ราคาไม่สูงมาก
ข้อจำกัด
- เป็นแบรนด์ใหม่ อาจยังมีการทดลองใช้ไม่มาก
- อาจพบของปลอมในตลาด เนื่องจากราคาไม่สูง
- ได้ผลน้อยเรื่องการยกกระชับ
เหมาะสำหรับ
คนที่ต้องการลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าและกราม
ราคา
- 50 ยูนิต: ราคาประมาณ 4,000-6,000 บาท
- 100 ยูนิต: ราคาประมาณ 8,000-12,000 บาท
5.Program Aestox
Program Aestox เป็นโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลี ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการรับรองจาก KFDA (Korea Food & Drug Administration) จึงปลอดภัยในการใช้งาน ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย
คุณสมบัติเด่น
- ผ่านอย. ไทย
- ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน 3-4 เดือน
- เชื่อถือได้ เพราะมีการรับรองมาตรฐาน
ข้อจำกัด
- มียาปลอมแปลงจำนวนมาก
- อาจอยู่สั้นกว่าโบท็อกซ์เกาหลีแบรนด์อื่น
- ได้ผลน้อยเรื่องการยกกระชับ
เหมาะสำหรับ
การฉีดลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าและการฉีดกราม
ราคา
- 50 ยูนิต: ราคาประมาณ 4,500-7,000 บาท
- 100 ยูนิต: ราคาประมาณ 9,000-13,000 บาท
เปรียบเทียบชัด ๆ Program Nabota vs Program Aestox เลือกโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลีตัวไหนดีสุด?
สำหรับใครที่กำลังลังเลระหว่าง Program Nabota และ Program Aestox ว่าจะเลือกโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลีตัวไหนดี หากเปรียบเทียบกันในแง่ของมาตรฐาน Program Nabota จะมีจุดเด่นที่เป็นโปรแกรมโบท็อกซ์จากเกาหลีที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก USFDA ซึ่งเป็นการการันตีถึงความบริสุทธิ์ที่สูงกว่า (High Purity) และมีคุณภาพระดับสากล อีกทั้งยังออกฤทธิ์ที่เร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ในการลดริ้วรอย หรือการปรับกรอบหน้า (ฉีดกราม) ส่วนคำถามที่ว่าตัวไหนให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติมากกว่ากัน? ในความเป็นจริงแล้ว ความเป็นธรรมชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของโบท็อกซ์ ไม่ว่าจะเป็น Program Nabota หรือ Program Aestox ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึง จะขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์เป็นสำคัญ ทั้งในเรื่องการประเมินปริมาณยา และการเลือกตำแหน่งที่ฉีด ดังนั้น การตัดสินใจจึงควรพิจารณาจากเป้าหมายของการรักษา โดยปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกโปรแกรมโบท็อกซ์ที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของเรามากที่สุด

รวม 3 ยี่ห้อโปรแกรมโบท็อกซ์สัญชาติอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
นอกจากโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลี ยังมีโปรแกรมโบท็อกซ์สัญชาติอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยม ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ยี่ห้อเด่น ๆ ดังนี้
1. Program Dysport
Program Dysport โบท็อกซ์จากอังกฤษ ที่ได้รับการรับรองจาก USFDA ในปี 2009 มีส่วนประกอบสำคัญคือ Abobotulinumtoxin A ผลิตโดยบริษัท IPSEN BIOPHARM LIMITED และนำเข้าจัดจำหน่ายในประเทศไทยโดยบริษัท กัลเดอร์มา ประเทศไทย จุดเด่นคือมีโครงสร้างโมเลกุลที่เล็กกว่าโปรแกรมโบท็อกซ์อเมริกา ส่งผลให้เมื่อฉีดแล้ว สารจะกระจายตัวได้อย่างทั่วถึงในบริเวณกว้าง โดยไม่กระจุกตัวในพื้นที่แคบ
คุณสมบัติเด่น
- ผลิตภัณฑ์มีความบริสุทธิ์สูง
- มีโอกาสดื้อยาน้อย
- การกระจายตัวของยาดี ไม่กระจุกตัว ทำให้หน้าไม่ตึงเกินไป
- ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
- มาตรฐานการผลิตระดับสากล ทั้ง USFDA อเมริกา และมาตรฐานทั่วโลก
- มีบริการยูนิตต่อ 1 ขวด และปริมาณสารออกฤทธิ์สูงกว่าทุกแบรนด์
- มีงานวิจัยเรื่องการยกกระชับสูงสุด
- อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน
ข้อจำกัด
- ราคาค่อนข้างสูงแต่ได้ผลดี โอกาสดื้อน้อย
- เหมาะสำหรับ
- คนต้องการลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า
- คนต้องการลดกราม
- คนต้องการฉีดลิฟต์กรอบหน้า
- คนต้องการลดริ้วรอยบริเวณกว้าง
- คนต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
ราคา
- 50 ยูนิต: ราคาประมาณ 12,000-15,000 บาท
- 100 ยูนิต: ราคาประมาณ 18,000-25,000 บาท
2. Program Xeomin
Program XEOMIN เป็นโปรแกรมโบท็อกเยอรมันที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ Incobotulinum Toxin A ผลิตโดยบริษัท MERZ PHARMA GMBH & CO. KGaA โดดเด่นด้วยการใช้เทคโนโลยี XTRACT Technology ในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยป้องกันการปนเปื้อนของโปรตีน แม้จะมีขนาดโมเลกุลที่เล็กกว่าแบรนด์อื่น แต่ยังคงประสิทธิภาพในการยับยั้งการทำงานของระบบประสาทได้อย่างดีเยี่ยม
คุณสมบัติเด่น
- มีความบริสุทธิ์สูงมาก
- มีโอกาสดื้อยาต่ำที่สุด
- ฉีดแทนเคสดื้อโบท็อกซ์อื่น ๆ ได้ในบางเคส
- ปลอดภัยสูง เพราะไม่มีโปรตีนปนเปื้อน
- มีโมเลกุลขนาดเล็กกว่าแบรนด์อื่น
- มาตรฐานการผลิตระดับเยอรมัน
- อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน
ข้อจำกัด
- ราคาค่อนข้างสูง
- ขนาดโมเลกุลเล็ก ต้องใช้ความชำนาญในการฉีด
- อยู่ได้สั้นกว่า Dysport และ Allergan เล็กน้อย
เหมาะสำหรับ
- คนที่มีความกังวลเรื่องการดื้อยา
- คนต้องการฉีดโบท็อกซ์บ่อยระยะยาว
- การฉีดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า
- การฉีดกระชับกรอบหน้า
ราคา
- 50 ยูนิต: ราคาประมาณ 8,000-12,000 บาท
- 100 ยูนิต: ราคาประมาณ 17,000-20,000 บาท
3. Program Allergan
Program Allergan โปรแกรมโบท็อกซ์ระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ Onabotulinumtoxin A ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยนับเป็นแบรนด์แรกที่ได้รับการอนุมัติจาก USFDA ให้ใช้ในการรักษารอยขมวดคิ้ว จนเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้โปรแกรมโบท็อกซ์ในวงการความงาม ผลิตโดยบริษัท Allergan ผู้นำด้านความงามระดับโลกจากอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ชั้นนำมากมาย เช่น โปรแกรมฟิลเลอร์ Program Juvederm และเทคโนโลยีสลายไขมันด้วยความเย็นด้วย Program Coolsculpting
คุณสมบัติเด่น
- ผลิตภัณฑ์มีความบริสุทธิ์สูงถึง 99.5%
- มีโอกาสดื้อยาต่ำ
- ออกฤทธิ์แม่นยำ ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ
- มีความน่าเชื่อถือสูง
- อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน
ข้อจำกัด
- ราคาสูงที่สุดในตลาด
- เหมาะสำหรับ
- การฉีดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า และการฉีดกราม
ราคา
- 50 ยูนิต: ราคาประมาณ 15,000-20,000 บาท
- 100 ยูนิต: ราคาประมาณ 25,000-35,000 บาท

วิธีเช็กโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลี ทำได้อย่างไร
การตรวจสอบโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลีสำคัญมาก เนื่องจากพบการลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลอมในตลาดค่อนข้างมาก เพื่อความปลอดภัยในการรักษา ควรสังเกตรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
- สามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทผู้จัดจำหน่ายโดยตรง
- ตรวจสอบเลขทะเบียน อย. ที่ระบุบนกล่องผลิตภัณฑ์
- เอกสารกำกับยาต้องมีภาษาไทย
- เลข Lot. บนกล่องและขวดยาต้องตรงกัน
- ลักษณะตัวยาที่ถูกต้องจะเป็นผงเคลือบอยู่ที่ก้นขวด โดยไม่มีน้ำผสมอยู่
- บางผลิตภัณฑ์มี QR Code สำหรับตรวจสอบความแท้

ฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์แต่ละจุด ควรฉีดกี่ยูนิต?
โดยทั่วไปแล้วโปรแกรมโบท็อกซ์ 1 ขวดจะมีขนาดตั้งแต่ 50 ยูนิต 100 ยูนิต ไปจนถึง 200 ยูนิตเลย ซึ่งแต่ละตำแหน่งที่ฉีด จะใช้จำนวนยูนิตไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน จึงควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินความเหมาะสมก่อนฉีดทุกครั้ง ปริมาณการใช้โบท็อกซ์แต่ละบริเวณ (โดยประมาณ) มีดังนี้
- บริเวณกราม ประมาณ 20 – 35 ยูนิตต่อข้าง
- บริเวณกรอบหน้า ประมาณ 40 – 80 ยูนิต
- บริเวณหน้าผาก ประมาณ 12 – 20 ยูนิต
- บริเวณระหว่างคิ้ว ประมาณ 20 – 35 ยูนิต
- บริเวณตีนกา ประมาณ 10 – 18 ยูนิต
- บริเวณรักแร้ (ลดเหงื่อ) ประมาณ 50 – 100 ยูนิต
- บริเวณกล้ามเนื้อแขน ประมาณ 200 ยูนิต
- บริเวณกล้ามเนื้อน่อง ประมาณ 200 ยูนิต
ข้อควรระวัง! ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปริมาณที่เหมาะสมก่อนการรักษา เพราะหากใช้ยูนิตมากเกินไปอาจทำให้ใบหน้าตึงผิดธรรมชาติ ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ การใช้ยูนิตน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจน และประสิทธิภาพการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร
โปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลีต่างจากโปรแกรมโบท็อกซ์อเมริกา (Allergan) อย่างไร?
โบท็อกซ์อเมริกา (Allergan) คือแบรนด์ต้นฉบับ มีจุดเด่นด้านความบริสุทธิ์สูงมาก ทำให้ตัวยากระจายตัวแคบและแม่นยำ เหมาะกับการฉีดในจุดที่ต้องการความเป๊ะ เช่น ริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา ส่วนโบท็อกซ์เกาหลีจะมีการกระจายตัวของยาที่กว้างกว่าเล็กน้อย ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึงจนเกินไป เหมาะกับการฉีดในบริเวณกว้าง เช่น หน้าผากหรือกราม ที่สำคัญโบท็อกซ์เกาหลีมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ดังนั้นการเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ผลลัพธ์ที่ต้องการ และงบประมาณที่มีร่วมด้วย

ทำไมต้อง ฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลี ที่ DSK Clinic

Alt Text : เหตุผลที่ควรฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์เกาหลี ที่ DSK Clinicผลลัพธ์ของการฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์ขึ้นอยู่กับความมีประสบการณ์ของแพทย์และเทคนิคของแต่ละคลินิก DSK Clinic จึงได้พัฒนาหลักการ ABI Technique (Analyze Before Injection) เทคนิคพิเศษที่แพทย์จะวิเคราะห์ตามปัญหาเฉพาะบุคคล ประเมินตำแหน่งที่ถูกต้อง สวยกว่า ธรรมชาติกว่า ใช้ยาน้อยกว่า และเห็นผลลัพธ์มากกว่า คุ้มค่ากับปริมาณตัวยายิ่งกว่า เพื่อสร้างความแตกต่างและมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้รับบริการแต่ละราย ด้วยความเชื่อที่ว่าการรักษาที่ได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคล จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วางแผนการรักษา “เฉพาะบุคคล”
เทคนิคการรักษาเฉพาะของ DSK Clinic เน้นการวางแผนเพื่อผลลัพธ์สูงสุด ด้วยความเข้าใจว่าแม้จะใช้โบท็อกซ์ยี่ห้อเดียวกัน แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล เนื่องจากสาเหตุของปัญหาผิวที่แตกต่างกัน คลินิกจึงพัฒนาหลักการรักษามา 3 ขั้นตอน ดังนี้
- Custom Analyze: ที่วิเคราะห์ปัญหาเฉพาะบุคคลอย่างละเอียด เพราะปัญหาที่คล้ายกันอาจต้องการการรักษาที่แตกต่างกัน
- Custom Planning: ที่วางแผนการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยคำนึงถึงการผสมผสานเครื่องมือและลำดับการรักษาที่เหมาะสม
- Custom Technique: ที่ปรับเทคนิคการรักษา ทั้งการตั้งค่าพลังงานและวิธีการทำหัตถการ ให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละรายอย่างแท้จริง
แพทย์เฉพาะทางผิวหนังและเลเซอร์
แพทย์ที่ DSK Clinic ประกอบด้วยผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านผิวหนัง และได้รับวุฒิบัตรเฉพาะทางจากสถาบันชั้นนำระดับโลก พร้อมทั้งมีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านผิวหนัง ความงาม และเลเซอร์เฉพาะทาง
ความโดดเด่นของแพทย์ ไม่เพียงแค่มีความรู้ด้านเลเซอร์และความงามเท่านั้น แต่ยังผ่านการศึกษาเฉพาะทางด้านโรคผิวหนัง ทำให้มีฝีมือในการวิเคราะห์และวางแผนการรักษาปัญหาผิวที่มีความซับซ้อน สามารถแยกแยะและวินิจฉัยโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกันได้อย่างแม่นยำ เข้าใจว่าปัญหาใดต้องการการรักษาด้วยยา ปัญหาใดต้องใช้เลเซอร์ประเภทไหน และการตั้งค่าพลังงานอย่างไรจึงจะเหมาะสม ไม่ใช่เพียงการใช้เลเซอร์ทั่วใบหน้า แต่มุ่งเน้นการวางแผนการรักษาที่เฉพาะเจาะจงเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
มีการติดตามผลลัพธ์
DSK Clinic ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละราย ด้วยความเชื่อที่ว่าผลลัพธ์ที่ดีของผู้รับบริการคือเป้าหมายสูงสุดในการให้บริการของเรา
รีวิวการฉีดโบท็อกซ์ ที่ DSK Clinic


สรุป
โบท็อกซ์เกาหลีที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมี 6 ยี่ห้อหลักๆ ได้แก่ Nabota, BIENOX, Neuronox, MBTOX, HUGEL และ Aestox ทั้งนี้ยังมียี่ห้อ Dysport โบท็อกซ์อังกฤษ XEOMIN โบท็อกซ์เยอรมัน และ Allergan โบท็อกซ์อเมริกา ที่น่าสนใจอีกด้วย
โบท็อกซ์เกาหลี นิยมฉีดบริเวณกราม กรอบหน้า หน้าผาก ระหว่างคิ้ว ตีนกา ใต้ตา รักแร้ แขน และน่อง แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์ในการประเมินจำนวนยูนิตที่เหมาะสมก่อนฉีดด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
หากสนใจฉีดโบท็อกซ์เกาหลี ให้ DSK Clinic เป็นทางเลือกด้วยความโดดเด่นด้านเทคนิคการรักษาที่เน้นรักษาตามปัญหา ‘เฉพาะบุคคล’

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโบท็อกซ์เกาหลี (FAQs)
เข้าสู่ช่วงถาม-ตอบ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโบท็อกซ์เกาหลี เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับหลายคน
โบท็อกซ์เกาหลีต่างจากโบท็อกซ์ประเทศอื่นอย่างไร
โบท็อกซ์เกาหลีโดดเด่นด้วยราคาที่ประหยัดกว่า แม้จะไม่แตกต่างด้านผลลัพธ์ แต่ระยะยาวอาจมีความแตกต่างด้านการดื้อยา ซึ่งการดื้อยาในแบรนด์ยุโรป และอเมริกาจะน้อยกว่า มีความบริสุทธิ์มากกว่า และมีผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า
โบท็อกซ์เกาหลียี่ห้อไหนดีที่สุด
แบรนด์เกาหลีแบรนด์ที่มีมาตรฐานการผลิตสูงสุดและเป็นแบรนด์เดียวที่ได้ USFDA คือ Nabota
โบท็อกซ์หิ้วคืออะไร ทำไมถึงอันตราย
โบท็อกซ์หิ้ว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยไม่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจาก อย. ซึ่งอันตรายมาก เพราะไม่มีการควบคุมอุณหภูมิระหว่างการขนส่ง ทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพ อาจมีการปนเปื้อนของสารอันตราย และไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาที่แท้จริงได้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น มีตั้งแต่อาการแพ้รุนแรง การติดเชื้อ การดื้อยา ใบหน้าเบี้ยว และในกรณีร้ายแรง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
บทความที่เกี่ยวข้อง
วิดีโอเรื่องที่ควรรู้
ไม่อยากโดนหลอก ต้องดู!