หน้าแบบไหน ควรทำเครื่องยกกระชับใบหน้าแบบไหน? เลือกตัวไหนที่ใช่สำหรับคุณ
ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย รูปหน้าและความกระชับของผิวล้วนมีผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างผิว กล้ามเนื้อ และไขมันบนใบหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง เกิดความหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือใบหน้าดูเสียสมดุล เครื่องยกกระชับใบหน้าจึงเข้ามามีบทบาทในการฟื้นคืนความกระชับและมิติของใบหน้าให้กลับมาดูคมชัดและอ่อนเยาว์ขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเลือกเครื่องยกกระชับให้ได้ผลดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาตามโครงหน้าและชั้นโครงสร้างผิว (Anatomy) ของแต่ละบุคคล เพราะรูปหน้าที่ต่างกันย่อมต้องการเทคนิคการยกกระชับที่ไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาคุณเข้าใจการยกกระชับใบหน้าในแต่ละระดับชั้นผิว เพื่อช่วยให้เลือกวิธีที่เหมาะสม ได้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ
ทำความเข้าใจโครงหน้าก่อนทำเครื่องยกกระชับใบหน้า
ก่อนเลือกทำเครื่องยกกระชับใบหน้า การทำความเข้าใจโครงสร้างผิวและชั้นเนื้อเยื่อของใบหน้าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั้นผิวด้านบน แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่ชั้นคอลลาเจน ไขมัน ไปจนถึงโครงสร้างลึก การรู้ว่าปัญหาอยู่ชั้นใด จะช่วยให้เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดมากขึ้น
ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis)
ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) อยู่ในระดับความลึกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร เป็นชั้นที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน อีลาสติน และเส้นเลือดฝอย ทำหน้าที่พยุงผิวให้แน่น เรียบ และยืดหยุ่น เมื่ออายุเพิ่มขึ้น คอลลาเจนในชั้นนี้จะเสื่อมคุณภาพและเรียงตัวหลวม ส่งผลให้ผิวบาง ไม่กระชับ และเกิดริ้วรอยตื้น ๆ เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการทำเครื่องยกกระชับในชั้นผิวหนังแท้นี้ คือ เทคโนโลยี Radio Frequency (RF) และ Fractional RF ที่สามารถส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นคอลลาเจนได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนทันที และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาว
รวมถึงสามารถใช้กลุ่ม Pico Laser และ RedTouch Pro ที่สามารถช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมผิวในระดับเซลล์ เพิ่มคุณภาพผิวและความแน่นของชั้นผิวหนังแท้ โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน พร้อมเผยผิวที่เรียบเนียนขึ้นในที่สุด
ชั้นเส้นเอ็นใต้ผิว (Retinacula Cutis)
Retinacula Cutis เป็นโครงสร้างพังผืดที่อยู่ในระดับความลึกประมาณ 2-3 มิลลิเมตรจากผิวหนัง เชื่อมระหว่างผิวหนังแท้ (Dermis) เข้ากับชั้นไขมันตื้นและโครงสร้างด้านล่าง ทำหน้าที่พยุงผิวให้แนบกระชับและคงรูปหน้า เมื่ออายุมากขึ้น พังผืดในชั้นนี้จะเกิดการคลายตัวและเสื่อมคุณภาพ ส่งผลให้ผิวดูตก ความแน่นลดลง และกรอบหน้าเริ่มไม่คมชัด
การรักษาความหย่อนคล้อยในชั้นผิวระดับนี้ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมการส่งพลังงานให้ลงสู่ความลึกที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ โดยเทคโนโลยี Radio Frequency (RF) และ Fractional RF มีจุดเด่นในการปล่อยพลังงานความร้อนอย่างสม่ำเสมอผ่านชั้นคอลลาเจนและโครงสร้างพังผืด ส่งผลให้เกิดการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนเดิม พร้อมกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาว ช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างพยุงผิว ฟื้นฟูความกระชับ และเพิ่มเสถียรภาพของผิวในบริเวณดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
อีกทั้งยังสามารถใช้โปรแกรม Onda Pro เป็นเทคโนโลยียกกระชับและปรับรูปหน้าที่ใช้พลังงาน Microwaves 2.45 GHz แบบจำเพาะ ซึ่งพลังงานจะเกิดความร้อนขึ้นหลัก ๆ ในชั้นไขมันตื้นที่อยู่ใกล้กับโครงสร้างพังผืด Retinacula Cutis ช่วยจัดการไขมันที่เริ่มสะสมหรือเคลื่อนตัว พร้อมส่งผลให้คอลลาเจนและพังผืดรอบข้างเกิดการหดตัวตามธรรมชาติ ส่งผลให้ผิวดูแน่นขึ้น กรอบหน้าชัดขึ้น และรูปหน้าได้สัดส่วนมากขึ้น โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน ไม่ทำให้ผิวบาง และยังคงโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ
ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat)
ชั้นไขมันใต้ผิวหนังอยู่ในระดับความลึกประมาณ 3 มม. ชั้นนี้เป็นไขมันตื้นที่อยู่ลึกกว่าผิวและพังผืด ทำหน้าที่กำหนดความอิ่มของแก้มและกรอบหน้า เมื่อไขมันชั้นนี้สะสมมากขึ้นหรือเคลื่อนตัวลง จะทำให้เกิดปัญหาแก้มตก หน้าดูบวม และกรอบหน้าไม่ชัด โปรแกรม Onda Pro เหมาะกับชั้นนี้เพราะใช้พลังงาน Microwaves 2.45 GHz ที่ออกแบบให้เกิดความร้อนในเซลล์ไขมันโดยตรง ช่วยลดปริมาตรไขมันอย่างจำเพาะ ขณะเดียวกันความร้อนที่กระจายออกไปจะกระตุ้นให้คอลลาเจนรอบ ๆ หดตัว ส่งผลให้ผิวกระชับขึ้นพร้อมกับปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนโดยไม่ทำให้ผิวบาง
ชั้นไขมันชั้นลึก (Deep Fat)
ชั้นไขมันลึกอยู่ในระดับความลึกประมาณ 3-4 มม. มีผลต่อโครงสร้างใบหน้าในระยะยาว เพราะจะทำให้ใบหน้าดูหนา หนัก และหย่อนคล้อยจากฐานโครงสร้าง การรักษาชั้นนี้ต้องใช้พลังงานที่ออกฤทธิ์กับไขมันได้ตรงจุด ซึ่งโปรแกรม Onda Pro ตอบโจทย์ด้วยพลังงาน Microwaves 2.45 GHz ที่ทำให้เกิดความร้อนในไขมันเป็นหลัก ช่วยสลายไขมันลึกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจนรอบข้าง ส่งผลให้ใบหน้าดูยกขึ้น เบาขึ้น และยังคงความแข็งแรงของผิวโดยไม่ทำลายโครงสร้างชั้นบน
ชั้นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง (SMAS)
ชั้น SMAS อยู่ในระดับความลึกประมาณ 3-6 มม. เป็นโครงสร้างพยุงหลักของใบหน้า อยู่ลึกกว่าชั้นไขมันตื้น และเป็นชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า เมื่อชั้นนี้หย่อนคล้อย จะทำให้รูปหน้าเปลี่ยนชัด เช่น แก้มตก แนวกรามไม่คม และคอหย่อนคล้อย เครื่อง Ulthera ถูกออกแบบมาเพื่อชั้นนี้โดยเฉพาะ ด้วยพลังงาน Focused Ultrasound (MFU-V) ที่สามารถส่งพลังงานลงได้แม่นยำถึงระดับความลึก 3-6 มม. ทำให้เกิดจุดความร้อนขนาดเล็ก กระตุ้นการหดตัวและการซ่อมแซมโครงสร้าง SMAS จึงช่วยยกโครงหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องผ่าตัด
เครื่องยกกระชับพลังงาน RF หรือเครื่องพลังงาน Microwaves ดีกว่ากัน?
เครื่องยกกระชับพลังงาน RF หรือพลังงาน Microwaves แบบโปรแกรม Onda Pro ดีกว่ากัน จริง ๆ แล้วทั้งสองเทคโนโลยีถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคนละชั้นผิวและให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน เพราะเครื่องยกกระชับ RF (Radio Frequency) เด่นในเรื่องการกระตุ้นคอลลาเจนโดยตรง ทำให้เกิดความร้อนอย่างสม่ำเสมอในชั้นผิวและพังผืด ส่งผลให้คอลลาเจนหดตัวและสร้างใหม่ ผิวจึงแน่น เรียบ และกระชับขึ้น
ในขณะที่gครื่องยกกระชับ Microwaves หรือ Coolwaves อย่างโปรแกรม Onda Pro จะเน้นการสลายไขมันเป็นหลัก พลังงานถูกออกแบบให้ไปเกิดความร้อนที่เซลล์ไขมันโดยตรง ทำให้ไขมันสลายและลดปริมาตร เมื่อไขมันลดลง ความร้อนที่กระจายออกมายังช่วยให้คอลลาเจนรอบ ๆ หดตัวตาม ดังนั้น การเลือกเครื่องยกกระชับว่าเครื่องไหนได้กว่า ไม่ได้ขึ้นกับว่าเครื่องไหนแรงหรือใหม่กว่า แต่ขึ้นกับว่าปัญหาหลักของใบหน้าเกิดขึ้นจากส่วนไหน
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาในการเลือกเครื่องยกกระชับ

แม้ว่าการเลือกวิธียกกระชับใบหน้ามักเริ่มต้นจากการเข้าใจะชั้นโครงสร้างผิว (Anatomy) แต่ก่อนที่แพทย์จะวางแผนยกกระชับที่ได้ผลจริง จำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล โดยปัจจัยสำคัญที่แพทย์ใช้ในการประเมิน มีดังนี้
- เป้าหมายของผลลัพธ์และระดับการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ การพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจความคาดหวังของผู้เข้ารับบริการเป็นขั้นตอนสำคัญ บางคนต้องการผลลัพธ์ที่เห็นการยกกระชับชัดเจนทันที ขณะที่บางคนเน้นความเป็นธรรมชาติ ต้องการให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปหน้ามาก การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้แพทย์เลือกเทคนิคและระดับพลังงานได้เหมาะสมมากขึ้น
- อายุ สุขภาพ และข้อจำกัดเฉพาะบุคคล อายุและสภาพร่างกายมีผลต่อการวางแผนยกกระชับใบหน้าอย่างมาก ผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานสูงหรือเทคนิคที่ลงลึก ในขณะที่ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยชัดเจนหรือสูญเสียวอลลุ่มมาก อาจต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน รวมถึงต้องพิจารณาโรคประจำตัวหรือภาวะสุขภาพที่อาจเป็นข้อจำกัดของบางหัตถการร่วมด้วย
- โครงสร้างใบหน้าและสภาพผิว แพทย์จะประเมินตั้งแต่โครงสร้างกระดูกใบหน้า แนวกราม โหนกแก้ม คาง ไปจนถึงคุณภาพผิว เช่น ความหนาของผิว ความหย่อนคล้อย และการกระจายตัวของไขมัน เพื่อวิเคราะห์ว่าควรเน้นยกในตำแหน่งใด ลดหรือกระชับจุดไหน และจำเป็นต้องเสริมวอลลุ่มในบางบริเวณหรือไม่
- การเลือกเทคโนโลยีให้ตรงกับระดับความลึกของปัญหา ปัจจุบันมีทั้งเทคโนโลยีคลื่นเสียง คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ และหัตถการรูปแบบต่าง ๆ การเลือกใช้จึงต้องอิงตามชั้นผิวที่มีปัญหา เช่น ปัญหาระดับผิวตื้นอาจใช้เทคนิคที่เน้นกระตุ้นคอลลาเจน แต่หากต้องการยกโครงสร้างใบหน้าในระดับลึก จำเป็นต้องเลือกเครื่องมือที่สามารถลงถึงชั้น SMAS โดยตรง เพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจนและยั่งยืน
- การดูแลหลังทำและการติดตามผลระยะยาว ผลลัพธ์ของการยกกระชับจะอยู่ได้นานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการดูแลต่อเนื่องหลังทำ ทั้งการดูแลผิว การใช้ชีวิตประจำวัน และการเข้าพบแพทย์เพื่อติดตามผลตามนัด การประเมินผลอย่างสม่ำเสมอช่วยให้สามารถปรับแผนการดูแลในระยะยาว และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
ใครที่ควรทำเครื่องยกกระชับบ้าง?
- ผู้ที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือใบหน้าดูอ่อนแรง
- ผู้ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือร่องตื้นจากการเสื่อมของคอลลาเจน
- ผู้ที่ต้องการยกกระชับและปรับรูปหน้าให้ดูคมชัดขึ้นโดยไม่ผ่าตัด
- ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณแก้ม เหนียง หรือใต้คาง (ขึ้นกับเทคโนโลยีที่เลือกใช้)
- ผู้ที่ต้องการชะลอความเสื่อมของผิวและดูแลใบหน้าเชิงป้องกันในระยะยาว
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพักฟื้นนาน
ใครที่ยังไม่ควรทำเครื่องยกกระชับบ้าง?
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
- ผู้ที่มีผิวอักเสบ ผื่นแพ้ สิวอักเสบรุนแรง หรือมีแผลเปิดบริเวณใบหน้า
- ผู้ที่มีโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น ผิวติดสเตียรอยด์ หรือสะเก็ดเงิน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงหรือควบคุมไม่ได้ เช่น โรคหัวใจ เบาหวานขั้นรุนแรง
- ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย
วิธีการดูแลตัวเองหลังทำเครื่องยกกระชับมีอะไรบ้าง?
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละประมาณ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวและคงความยืดหยุ่น
- พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายและผิวซ่อมแซมตัวเองได้เต็มที่
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ผิวหน้าได้รับความร้อนสูง เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
- งดออกกำลังกายหนัก เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลาอย่างน้อย 2-5 วัน เพื่อลดการอักเสบของผิว
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอเมื่อต้องออกกลางแจ้ง
- งดนวดหน้า ขัดผิว หรือทำทรีตเมนต์ที่ใช้แรงกดสูง เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- ระมัดระวังการสัมผัสใบหน้า หลีกเลี่ยงการถู เช็ด หรือกดหน้าแรง ๆ
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อไม่ให้รบกวนกระบวนการฟื้นฟูผิว
- ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสูตรอ่อนโยน เน้นเติมความชุ่มชื้นและฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว
ตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยกกระชับหน้า

ยกกระชับใบหน้าต้องทำบ่อยไหม กี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
โดยทั่วไปสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังทำครั้งแรกจากการหดตัวของคอลลาเจน และผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในช่วง 1-3 เดือนจากการสร้างคอลลาเจนใหม่ ความถี่ในการทำขึ้นกับชนิดเครื่องและระดับความหย่อนคล้อย ส่วนใหญ่มักทำปีละ 1-3 ครั้ง เพื่อคงผลลัพธ์ให้ดียิ่งขึ้น
ทำเครื่องยกกระชับใบหน้าต้องแปะยาชาไหม?
การแปะยาชาขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ความลึกของพลังงาน และความไวของผิวผู้รับบริการ บางเครื่องให้ความรู้สึกเพียงอุ่นหรือจี๊ดเล็กน้อยจึงไม่จำเป็นต้องแปะยาชา (ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล) ขณะที่เครื่องที่ลงลึกหรือใช้พลังงานสูง แพทย์อาจพิจารณาแปะยาชาเพื่อเพิ่มความสบายระหว่างทำ
เครื่องยกหน้าเครื่องไหนเจ็บน้อยสุด?
เครื่องยกกระชับที่มีการกระจายพลังงานอย่างสม่ำเสมอ และมีระบบทำความเย็น มักให้ความรู้สึกสบายกว่าขณะทำ อย่างไรก็ตาม ระดับความรู้สึกเจ็บขึ้นอยู่กับชั้นผิวที่รักษา พลังงานที่ใช้ และเทคนิคของแพทย์ร่วมด้วย จึงตอบได้ยากว่าเครื่องไหนเจ็บที่สุด
ยกกระชับใบหน้าต้องทำกี่ช็อต?
จำนวนช็อตไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ทำ ระดับความหย่อนคล้อย ความหนาของผิว และชนิดเครื่องที่เลือกใช้ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนให้เหมาะสมกับโครงหน้าแต่ละบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์สมดุลและปลอดภัย โดยทั่วไป จำนวนช็อตขั้นต่ำจะเริ่มต้นประมาณ 300 ช็อต มักใช้ในบริเวณเฉพาะจุด เช่น กรอบหน้า ใต้คาง หรือช่วงแก้มส่วนล่างสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย
หากต้องการยกกระชับทั้งใบหน้า รวมถึงลำคอ หรือมีความหย่อนคล้อยในระดับมาก อาจจำเป็นต้องใช้จำนวนช็อตที่มากขึ้น เพื่อให้พลังงานครอบคลุมทุกชั้นโครงสร้างอย่างเพียงพอ
อายุ 25 สามารถยกกระชับใบหน้าได้ไหม?
สามารถทำได้ในเชิงป้องกัน (Preventive lifting) โดยเน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว เพื่อชะลอการเสื่อมของโครงสร้างผิวตามวัย มากกว่าการยกกระชับในระดับลึก การเลือกใช้พลังงานที่เหมาะสมกับอายุและสภาพผิวจะช่วยเสริมความแข็งแรงของผิว ทำให้ผิวแน่น กระชับ และคงความอ่อนเยาว์ได้ยาวนานขึ้น พร้อมช่วยลดโอกาสเกิดความหย่อนคล้อยในอนาคต
หน้าหย่อนคล้อย ไขมันเยอะ เลือกยกกระชับที่ DSK Clinic

เมื่อใบหน้ามีความหย่อนคล้อยร่วมกับไขมันสะสม การยกกระชับให้ได้ผลไม่ควรเลือกเพียงเครื่องเดียว แต่ต้องอาศัยการประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด ทั้งชั้นผิว ไขมัน และโครงสร้างพยุงผิว ที่ DSK Clinic การวางแผนยกกระชับจะเน้นการแก้ปัญหาแบบตรงจุด ด้วยการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับความลึกของปัญหาในแต่ละชั้นผิว เพื่อให้ใบหน้าดูยก กระชับ และได้สัดส่วนอย่างเป็นธรรมชาติ
ที่ DSK Clinic มีการใช้เทคโนโลยี UltraSee โดยการใช้คลื่น Ultrasound ในการประเมินชั้นไขมันและโครงสร้างใต้ผิวก่อนทำ ช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งและความหนาของไขมันจริงแบบเรียลไทม์ จึงสามารถปรับพลังงานและเทคนิคการยกกระชับได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการใช้พลังงานเกินจำเป็น และช่วยให้ผลลัพธ์ทั้งการยกกระชับและการลดไขมันออกมาชัดเจน ปลอดภัย และเหมาะสมเฉพาะบุคคลมากที่สุด

วิดีโอเรื่องที่ควรรู้
ไม่อยากโดนหลอก ต้องดู!