Hyaluronic Acid คืออะไร กุญแจสู่ผิวชุ่มชื้น แลดูอ่อนเยาว์

หลายคนทาสกินแคร์เพิ่มความชุ่มชื้นทุกวัน ใช้ทั้งเซรั่มและมาสก์หน้าครบสูตร แต่ผิวก็ยังแห้งตึง ไม่อิ่มฟูอย่างที่หวัง จนอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองพลาดอะไรไป บทความนี้ DSK Clinic เลยอยากชวนทุกคนไปทำความรู้จักว่า Hyaluronic Acid คืออะไรกันแน่ ทำไมถึงเป็นส่วนผสมที่ถูกพูดถึงในแทบทุกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และมีบทบาทต่อผิวเรามากแค่ไหน ไปดูกันว่า Hyaluronic Acid ช่วยอะไร ทำงานอย่างไรในผิว มีกี่ประเภท และมีข้อควรระวังอะไรบ้างก่อนใช้บ้าง
Key takeaway
- Hyaluronic Acid คือสารที่ผิวเราผลิตได้เองตามธรรมชาติ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำและรักษาความชุ่มชื้นในชั้นผิว
- HA แบ่งออกเป็น 3 ขนาดโมเลกุล (สายยาว สายกลาง สายสั้น) ซึ่งทำงานคนละชั้นผิวและให้ผลลัพธ์ต่างกัน
- เมื่ออายุมากขึ้นหรือเจอปัจจัยกระตุ้นอย่างแสงแดด ปริมาณ HA ในผิวจะลดลงตามธรรมชาติ ทำให้หลายคนเลือกเติมเต็มด้วยการดูแลผิวเพิ่มเติม
- Hyaluronic Acid หรือโปรแกรม HA Filler ช่วยแก้ปัญหาร่องลึกต่าง ๆ บนใบหน้าที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือขมับตอบให้ตื้นขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าที่เคยดูโทรมและหย่อนคล้อย กลับมาดูกระชับ และเรียบเนียนขึ้น
- โปรแกรม HA Filler ที่ DSK Clinic แพทย์จะประเมินปัญหาอย่างละเอียดก่อนทุกเคส เพื่อออกแบบการักษาที่ตอบโจทย์สาเหตุของปัญหา เพราะผลลัพธ์ที่ดี ไม่ได้เกิดจากการทำหัตถการมากขึ้นแต่เกิดจากการรักษาให้ถูกจุดตั้งแต่ต้น
Hyaluronic Acid (HA) คืออะไร ทำไมผิวเราถึงต้องการ?
Hyaluronic Acid หรือไฮยาลูรอน คือสารในกลุ่มโพลิแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่สารสังเคราะห์แปลกปลอมอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด พบได้ในหลายส่วนของร่างกาย ทั้งชั้นผิวหนัง ดวงตา และเนื้อเยื่อรอบข้อต่อ คุณสมบัติเด่นที่ทำให้ HA เป็นที่รู้จักในวงการดูแลผิวคือความสามารถในการกักเก็บน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองหลายร้อยเท่า พูดง่าย ๆ คือถ้าเปรียบผิวเป็นฟองน้ำ HA ก็คือส่วนที่ทำหน้าที่อุ้มน้ำไว้ไม่ให้ระเหยหายไปง่าย ๆ ผิวเราจึงอาศัย HA เป็นตัวช่วยหลักในการรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้ชั้นผิวดูอิ่มฟูอยู่เสมอ
หากร่างกายขาด Hyaluronic Acid จะส่งผลต่อผิวอย่างไร?
เมื่อปริมาณ Hyaluronic Acid ในผิวลดลง ผิวจะเก็บกักน้ำได้น้อยลงตามไปด้วย ส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน ขาดความยืดหยุ่น และดูหมองคล้ำ ไม่เปล่งปลั่งเหมือนเดิม หลายคนที่เริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าดูโทรมง่ายกว่าเดิมทั้งที่ดูแลตัวเองไม่ต่างจากเดิม ส่วนหนึ่งก็อาจมาจากจุดนี้เอง เมื่อผิวขาดน้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน ริ้วรอยเล็ก ๆ โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาและร่องแก้มก็จะยิ่งเห็นชัดขึ้น เพราะชั้นผิวไม่มีแรงหนุนจากความชุ่มชื้นที่เพียงพอให้ดูตึงและเรียบเนียน
Hyaluronic Acid ประโยชน์มีอะไรบ้างที่ดีต่อผิวและร่างกาย

Hyaluronic Acid มีกลไกการทำงานที่หลากหลาย ลองมาดูกันทีละส่วนว่า HA ทำอะไรให้เราได้บ้าง
เติมความชุ่มชื้นและลดเลือนริ้วรอยได้อย่างไร
HA ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับและกักเก็บน้ำไว้ในชั้นผิว เมื่อผิวมีน้ำเพียงพอ ผิวจะดูอิ่มฟูและยืดหยุ่นมากขึ้น ร่องริ้วรอยตื้น ๆ ที่เกิดจากผิวขาดน้ำก็จะดูตื้นลงและเรียบเนียนขึ้นตามไปด้วย เป็นเหตุผลที่หลายคนสังเกตว่าหลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี HA ต่อเนื่องสักพัก ผิวจะดูสดใสและมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ซ่อมแซมและปกป้องผิว
HA มีส่วนช่วยในกระบวนการฟื้นฟูผิว โดยเฉพาะผิวที่มีอาการระคายเคือง แดง หรือแห้งลอก การรักษาระดับความชุ่มชื้นให้เพียงพอช่วยให้เกราะปกป้องผิวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดโอกาสเกิดการระคายเคืองซ้ำ จึงเป็นส่วนผสมที่แพทย์มักแนะนำให้ใช้แม้ในช่วงที่ผิวกำลังบอบบางหรือฟื้นตัวจากการทำหัตถการอื่น
การใช้ Hyaluronic Acid ทางการแพทย์แขนงอื่น
นอกเหนือจากวงการผิวหนังและความงาม HA ยังถูกนำไปใช้ในสาขาการแพทย์อื่นด้วย เช่น การหล่อลื่นข้อต่อในผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม หรือใช้ในหัตถการเกี่ยวกับดวงตาบางประเภท ซึ่งเป็นการใช้งานภายใต้การดูแลของแพทย์ในแต่ละสาขาโดยตรง สะท้อนให้เห็นว่า HA ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ความงามชั่วคราว แต่เป็นสารที่ร่างกายพึ่งพาในหลายระบบจริง ๆ
การใช้ Hyaluronic Acid ในหัตถการทางการแพทย์
ปัจจุบัน Hyaluronic Acid ถูกนำมาใช้ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทาผิวที่มีโมเลกุลหลายขนาดผสมกันเพื่อดูแลผิวหลายชั้นพร้อมกัน ไปจนถึงการฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรงเพื่อเติมเต็มปริมาณ HA ที่ลดลงตามวัย ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่าโปรแกรม Filler โดยแพทย์จะฉีดสารเติมเต็มที่มี Hyaluronic Acid เป็นส่วนประกอบหลักเข้าสู่ชั้นผิวหรือบริเวณที่ต้องการ เพื่อช่วยให้ผิวเต่งตึง กระชับ และเปล่งปลั่งขึ้น
จากประสบการณ์ที่แพทย์ DSK พบบ่อยคือ คนไข้หลายคนมักเข้าใจว่าผิวแห้งเป็นเรื่องที่ดูแลได้ด้วยการทาครีมเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่พอลองปรับทั้งเรื่องการทาผิวและพิจารณาการเติม HA ผ่านหัตถการควบคู่กันในรายที่ผิวขาดความชุ่มชื้นมาก กลับพบว่าผิวตอบสนองและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าการดูแลผิวจากภายนอกอย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับทุกคน
การใช้ Hyaluronic Acid นิยมฉีดบริเวณใดบ้าง
การฉีดสารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) เป็นหัตถการที่แพทย์นิยมนำมาใช้เพื่อปรับมิติโครงหน้าและแก้ปัญหาริ้วรอยแห่งวัยตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะตำแหน่งที่มีร่องลึก ดังนี้
- ร่องแก้ม: ช่วยเติมเต็มร่องลึกบริเวณแก้ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ใบหน้าดูหย่อนคล้อยและดูมีอายุ ให้กลับมาดูเต่งตึง
- ใต้ตา: จัดการปัญหาร่องใต้ตาลึก ถุงใต้ตา และปัญหาใต้ตาคล้ำ ช่วยปรับภาพรวมของใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าให้กลับมาสดใส
- ขมับ: แก้ปัญหาขมับตอบหรือขมับยุบตัวที่ทำให้โหนกแก้มดูเด่นและหน้าดูดุ การเติมโปรแกรมฟิลเลอร์จุดนี้จะช่วยปรับโครงหน้าให้ดูเรียบเนียนและละมุนตามากยิ่งขึ้น
- หน้าผาก: ช่วยแก้ปัญหาหน้าผากแบน ร่องบุ๋ม หรือมีริ้วรอยร่องลึก ให้กลับมาดูนูนสวยมีมิติ ซึ่งหลายคนนิยมฉีดบริเวณนี้เพื่อปรับเสริมโหงวเฮ้งบนใบหน้าด้วย
- คาง: ตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาคางสั้น คางบุ๋ม หรือคางไม่เท่ากัน ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวยาวและมีสัดส่วนที่สมดุลมากยิ่งขึ้น
- ริมฝีปาก: ช่วยแก้ปัญหาคนที่มีริมฝีปากบาง ปากแห้งลอก หรือมีริ้วรอยร่องปาก ให้กลับมาอวบอิ่ม ดูชุ่มชื้น ฉ่ำวาว และยังสามารถปั้นแต่งรูปทรงปากให้สวยงามตามต้องการได้ด้วย
ประเภทของ Hyaluronic Acid และการทำงานในแต่ละชั้นผิว

Hyaluronic Acid ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่แบ่งตามขนาดโมเลกุลออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มซึมลงผิวได้ลึกไม่เท่ากันและให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน การรู้จักความแตกต่างตรงนี้จะช่วยให้เลือกผลิตภัณฑ์หรือวิธีดูแลผิวได้ตรงจุดมากขึ้น
ไฮยาลูรอนสายยาว (High Molecular Weight HA)
โมเลกุลขนาดใหญ่ ซึมได้เฉพาะชั้นผิวบนสุด ทำหน้าที่คล้ายฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิวเพื่อลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ช่วยให้ผิวชั้นนอกรู้สึกชุ่มชื้นทันทีหลังใช้ เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์เร่งด่วนก่อนแต่งหน้าหรือออกไปเจอแดด
ไฮยาลูรอนสายกลาง (Medium Molecular Weight HA)
ซึมได้ลึกกว่าสายยาวเล็กน้อย ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความเต่งตึงของผิวในระดับที่ลึกขึ้น เป็นตัวกลางที่ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้แลดูมีมิติ มักพบผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวควบคู่กับ HA สายยาวเพื่อให้ดูแลผิวได้ครอบคลุมมากกว่าใช้ตัวเดียว
ไฮยาลูรอนสายสั้น (Low Molecular Weight HA)
โมเลกุลมีขนาดเล็กกว่าอีก 2 กลุ่ม จึงซึมผ่านผิวได้ลึกกว่ากลุ่มโมเลกุลขนาดใหญ่และขนาดกลาง ช่วยส่งความชุ่มชื้นเข้าสู่ชั้นผิวที่ลึกขึ้น และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของผิวในชั้นที่ลึกกว่ากลุ่มโมเลกุลขนาดใหญ่ กลุ่มนี้จึงมักถูกเลือกใช้ในผลิตภัณฑ์ที่เน้นดูแลปัญหาผิวแห้งเรื้อรังโดยเฉพาะ
Hyaluronic Acid ไม่เหมาะกับใคร หรือควรระวังในกรณีใดบ้าง
แม้ Hyaluronic Acid จะเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติและค่อนข้างเข้ากับผิวได้ทุกประเภท แต่การใช้ในบางรูปแบบก็ยังมีข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการฉีดเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง ไม่ใช่แค่การทาผิวทั่วไป
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ Hyaluronic Acid หรือส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ เพราะแม้จะพบได้น้อยแต่ก็มีโอกาสเกิดผื่นแดงหรือระคายเคืองได้
- ผู้ที่มีผิวอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะทำหัตถการ ควรรอให้ผิวบริเวณนั้นกลับมาปกติก่อน โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการฉีดเข้าสู่ชั้นผิว
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เนื่องจากยังต้องพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน หรือรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมได้ตรงจุด
ปัจจัยใดบ้างที่เร่งให้ Hyaluronic Acid ในผิวลดลง

ปริมาณ Hyaluronic Acid ในผิวไม่ได้ลดลงเพราะอายุเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นที่เร่งให้ผิวสูญเสีย HA เร็วขึ้นกว่าที่ควร บางปัจจัยเป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ
อายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อการผลิต HA อย่างไร
เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะหลังช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป ร่างกายจะเริ่มผลิต Hyaluronic Acid และคอลลาเจนได้น้อยลงตามธรรมชาติ ผิวจึงค่อย ๆ สูญเสียความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นไปทีละน้อยตามวัยที่เพิ่มขึ้น แม้จะเป็นกระบวนการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การดูแลผิวอย่างเหมาะสมก็ช่วยชะลอให้เห็นผลช้าลงได้
ผลกระทบจากไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมต่อ HA ในผิว
แสงแดดและมลภาวะเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเข้าไปทำลายทั้งคอลลาเจนและ Hyaluronic Acid ในผิว นอกจากนี้พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ หรือการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่เร่งให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและดูหมองคล้ำเร็วขึ้นเช่นกัน หลายคนที่นอนดึกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์มักสังเกตได้เองว่าผิวดูโทรมและแห้งกว่าปกติอย่างชัดเจน
สารเติมเต็มแบบ Hyaluronic Acid มียี่ห้อไหนบ้าง?
สารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) มีให้เลือกหลากหลายแบรนด์ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีเทคโนโลยีการผลิตและจุดเด่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาโครงสร้างผิวที่แตกต่างกันออกไป โดยยี่ห้อชั้นนำที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและได้รับความนิยมในคลินิกความงาม มีดังนี้
Program HA Filler Restylane
Restylane เป็นแบรนด์โปรแกรมฟิลเลอร์จากประเทศสวีเดน โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี NASHA ที่ช่วยให้เนื้อโปรแกรมฟิลเลอร์เป็นเม็ดละเอียด มีความแข็งและคงรูปสูง จึงยกพยุงโครงหน้าในชั้นผิวลึกได้ดีเยี่ยม มีให้เลือกหลายรุ่นตั้งแต่เนื้อนุ่มไปจนถึงเนื้อแน่น เหมาะสำหรับการฉีดเพื่อปรับโครงหน้าอย่างบริเวณคาง จมูก หรือร่องลึกใต้ตาที่ต้องการความคงทน
Program HA Filler Belotero
Belotero คือโปรแกรมฟิลเลอร์คุณภาพระดับพรีเมียมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี CPM ที่ทำให้เนื้อมีความยืดหยุ่น เมื่อฉีดแล้วจะเนียนไปกับผิวและกระจายตัวได้สม่ำเสมอ ฉีดแล้วไม่ค่อยจับตัวเป็นก้อน ตอบโจทย์สำหรับบริเวณที่มีผิวบางอย่างใต้ตาและรอบริมฝีปาก
Program HA Filler Definisse
Definisse นวัตกรรมโปรแกรมฟิลเลอร์จากประเทศอิตาลี ที่โดดเด่นเรื่องความบริสุทธิ์สูงด้วยเทคโนโลยี XTR ที่ช่วยลดสารตกค้าง ทำให้ปลอดภัยและลดโอกาสเกิดอาการแพ้ ที่สำคัญมีส่วนผสมของยาชาช่วยลดความเจ็บขณะทำ มีรุ่นให้เลือกใช้ครอบคลุมตั้งแต่การเติมริ้วรอยตื้น ไปจนถึงการปรับโครงหน้าลึก จึงเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายเป็นพิเศษ
Program HA Filler Lorient
Lorient โปรแกรมฟิลเลอร์สัญชาติเกาหลีใต้ ที่โดดเด่นเรื่องความปลอดภัย จุดแข็งคือเนื้อเจลมีความบริสุทธิ์สูง ปราศจากโลหะหนักตกค้าง ช่วยลดความเสี่ยงในการอักเสบและมีอาการบวมหลังฉีดน้อยมาก มีให้เลือก 3 ระดับความแข็งที่กระจายตัวเข้ากับผิวได้ดี ให้ผลลัพธ์ที่ดูละมุนและสามารถคงสภาพไว้ได้นานประมาณ 8-12 เดือน
ทำไม Hyaluronic Acid ที่ DSK ถึงตอบโจทย์ผิวคุณ
ถ้าถามว่าเติม Hyaluronic Acid ที่ไหนดี DSK คือหนึ่งในคลินิกที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ไม่ใช่การใช้สูตรเดียวกับทุกคน เพราะปัญหาผิวแห้งของแต่ละคนมีสาเหตุและระดับความรุนแรงไม่เหมือนกัน แต่หลายคนอาจจะมีความเข้าใจผิด ๆ ว่ายิ่งเติมโปรแกรม Filler เยอะยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่ายิ่งใช้ปริมาณเยอะ แล้วจะยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป แต่หัวใจหลักคือการเลือกปริมาณโปรแกรมฟิลเลอร์ให้เหมาะสมและพอดีกับปัญหาผิว
นอกจากการประเมินเฉพาะบุคคลแล้ว DSK ยังมีเครื่องมือและโปรแกรมดูแลผิวหลายรูปแบบให้แพทย์เลือกใช้ตามปัญหาผิวที่พบในแต่ละคน ไม่จำกัดอยู่แค่วิธีเดียว ทำให้สามารถปรับแผนการดูแลให้ตรงกับสิ่งที่ผิวต้องการจริง ๆ ได้มากขึ้น
สรุปบทความ
Hyaluronic Acid คือสารที่ผิวเราผลิตได้เองตามธรรมชาติ ทำหน้าที่กักเก็บความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวแลดูอิ่มฟู ยืดหยุ่น เมื่อรู้จักประเภทของ HA และปัจจัยที่ทำให้ปริมาณ HA ในผิวลดลง ก็จะช่วยให้เราเลือกวิธีดูแลผิวได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือการปรึกษาแพทย์เพื่อเติมเต็มผิวโดยตรง หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลผิวด้วย Hyaluronic Acid สามารถแอดไลน์สอบถามได้ที่ @dskinclinic
คำถามที่พบบ่อย
Hyaluronic Acid ใช้ได้กับผิวแพ้ง่ายไหม?
โดยทั่วไป Hyaluronic Acid ถือเป็นสารที่ผิวคุ้นเคยเพราะร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงมักเข้ากับผิวแพ้ง่ายได้ดี แต่ก็ยังมีโอกาสแพ้ส่วนผสมอื่นในผลิตภัณฑ์ได้ แนะนำให้ทดสอบบนผิวเล็กน้อยก่อนใช้จริงทุกครั้ง
ไฮยาลูรอนกินได้ไหม ?
ไฮยาลูรอนที่อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาสามารถกินได้ ซึ่งจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายในและช่วยบำรุงน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อกระดูก แต่ผลลัพธ์อาจใช้เวลาและไม่เห็นผลชัดเจนรวดเร็วเท่ากับการฉีด
การใช้ไฮยาลูโรนิกมีผลข้างเคียงไหม?
ไฮยาลูโรนิกเป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองตามธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัย แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็เริ่มผลิตไฮยาลูโรนิกได้น้อยลง การฉีดหรือรับประทานจึงช่วยให้ร่างกายยังได้รับไฮยาลูโรนิกไปบำรุงชั้นผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และบริเวณข้อต่อ แต่สำหรับการฉีดอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น อาการบวม รอยแดง หรือรอยช้ำบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติและจะค่อย ๆ หายไปเองใน 1-2 สัปดาห์
ผลลัพธ์จากการทาสกินแคร์ที่มี Hyaluronic Acid อยู่ได้นานแค่ไหน?
ผลลัพธ์จากการทาผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการใช้ เพราะ HA จากการทาจะทำงานอยู่ที่ผิวชั้นบนเป็นหลักและถูกความชุ่มชื้นระเหยออกไปตามเวลา จึงต้องใช้ต่อเนื่องเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวอยู่เสมอ
Hyaluronic Acid ในสกินแคร์กับที่ใช้ในโปรแกรม Filler ต่างกันอย่างไร?
Hyaluronic Acid ในสกินแคร์ส่วนใหญ่ทำงานอยู่บริเวณผิวชั้นบนเพื่อเติมความชุ่มชื้น ส่วน Hyaluronic Acid ที่ใช้ในโปรแกรม Filler จะถูกฉีดเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง เพื่อเติมเต็มปริมาตรและปรับรูปหน้าในตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ต่างจากการทาผิวภายนอก
ควรเลือก Hyaluronic Acid ขนาดโมเลกุลแบบไหนให้เหมาะกับผิว?
ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวที่ต้องการดูแล หากต้องการเคลือบผิวชั้นนอกให้ชุ่มชื้นทันที โมเลกุลขนาดใหญ่ตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าต้องการให้ความชุ่มชื้นซึมลงลึกขึ้น โมเลกุลขนาดเล็กจะเหมาะกว่า ผลิตภัณฑ์หลายชนิดจึงผสมหลายขนาดโมเลกุลไว้ด้วยกันเพื่อดูแลผิวได้ครอบคลุมมากขึ้น
Hyaluronic Acid ทำให้ผิวมันขึ้นหรือไม่?
Hyaluronic Acid ไม่ได้เป็นสารก่อความมัน เพราะทำหน้าที่หลักคือกักเก็บน้ำ ไม่ใช่น้ำมัน จึงเหมาะกับผิวแทบทุกประเภท รวมถึงผิวมันที่ต้องการความชุ่มชื้นโดยไม่เพิ่มความมันส่วนเกิน
วิดีโอเรื่องที่ควรรู้