DSK Clinic I The Customized Clinic
outro-ulthera (2)
blog-Side-CTA

SPF คืออะไร? ทำความเข้าใจค่ากันแดดให้ถูกต้อง เพื่อการปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพ

DSK Editorial team
บทความโดย
DSK Editorial team
กันยายน 29, 2026
SPF คืออะไร

หลายคนหยิบครีมกันแดดขึ้นมาทาทุกเช้าโดยดูแค่ตัวเลข SPF บนขวดแล้วเลือกเบอร์ที่สูงเข้าไว้ก่อน เพราะเข้าใจว่ายิ่งตัวเลขเยอะยิ่งปกป้องผิวได้ดีกว่า แต่พอถามจริง ๆ ว่า SPF คือค่าอะไร วัดอะไร แล้วทำไมบางคนทา SPF 50 แต่หน้ายังหมองคล้ำหรือเป็นฝ้าเพิ่มขึ้นได้ คำตอบอาจไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่คิด เพราะ SPF เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปกป้องผิวจากแสงแดดเท่านั้น ยังมีค่าที่ต้องพิจารณาร่วมกันอีกอย่างคือ PA รวมถึงวิธีทาที่ถูกต้อง บทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจ SPF คือ อะไรกันแน่ แตกต่างจาก PA อย่างไร และเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์ของเรา

Key takeaway

  • SPF คือค่าที่บอกความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี UVB ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการผิวไหม้แดดและแสบแดง ส่วน PA คือค่าที่บอกการปกป้องจากรังสี UVA ซึ่งเกี่ยวข้องกับริ้วรอยและจุดด่างดำ ครีมกันแดดที่ปกป้องผิวได้ครบต้องมีทั้งสองค่านี้ควบคู่กัน
  • ค่า SPF ที่สูงไม่ได้แปลว่าต้องเลือกใช้เสมอไป เพราะควรเลือกให้เหมาะกับกิจกรรมและสภาพผิวของแต่ละคน และปัจจัยที่ทำให้ครีมกันแดดปกป้องผิวได้จริงคือปริมาณที่ทาและความถี่ในการทาซ้ำมากกว่าตัวเลข SPF เพียงอย่างเดียว
  • ต่อให้เลือกและทาครีมกันแดดถูกวิธีทุกวัน ปัญหาผิวที่สะสมจากแสงแดดในอดีต เช่น ฝ้า จุดด่างดำ หรือผิวไม่เรียบเนียน ก็อาจยังต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติมจากแพทย์ควบคู่ไปด้วย

SPF คืออะไร?

SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าที่บ่งบอกความสามารถของครีมกันแดดในการปกป้องผิวจากรังสี UVB ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้ผิวไหม้แดง แสบร้อน และลอกหลังโดนแดดจัด

ค่า SPF ได้มาจากการทดสอบเปรียบเทียบในห้องปฏิบัติการ โดยดูว่าผิวที่ทาครีมกันแดดใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเริ่มมีรอยแดงจากรังสี UVB เทียบกับผิวที่ไม่ได้ทาครีมกันแดดเลย ตัวเลขที่ได้จึงไม่ใช่ระยะเวลาเป็นชั่วโมงตรง ๆ แต่เป็นค่าที่บอกว่าผิวสามารถทนแดดได้นานขึ้นกี่เท่าเมื่อเทียบกับผิวเปล่า เช่น หากผิวของเราปกติเริ่มแดงหลังโดนแดดประมาณ 10 นาที การใช้ครีมกันแดด SPF 30 อาจช่วยยืดเวลานั้นออกไปได้มากขึ้นตามค่าที่ระบุ ทั้งนี้ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าอ้างอิงจากการทดสอบ ในชีวิตจริงระยะเวลาที่ป้องกันได้จริงจะแตกต่างกันไปตามปริมาณที่ทา เหงื่อ การเสียดสี และการโดนน้ำ

SPF ปกป้องผิวจากรังสีอะไรบ้าง

แสงแดดที่ตกกระทบผิวเรามีรังสีอัลตราไวโอเลตอยู่หลายชนิด แต่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผิวหนังเป็นหลักคือรังสี UVA และ UVB ซึ่งมีคุณสมบัติและผลกระทบต่อผิวต่างกัน

รังสี UVB เป็นรังสีที่ SPF ปกป้องโดยตรง มีคลื่นสั้นกว่าและไม่สามารถทะลุกระจกเข้ามาได้ลึกเท่า UVA แต่พลังงานของมันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไหม้แดด แดง แสบร้อน และในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อ DNA ในชั้นผิวชั้นนอก ส่วนรังสี UVA มีคลื่นยาวกว่า สามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างและเข้าถึงผิวชั้นลึกได้แม้ในวันที่ไม่ร้อนจัดหรืออยู่ในอาคาร รังสีชนิดนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยก่อนวัย และกระตุ้นให้เกิดฝ้าหรือจุดด่างดำสะสมนานวันเข้า

จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่า SPF ป้องกันแดดได้ครบทุกด้าน แต่ในความจริง SPF ทำหน้าที่ปกป้องเฉพาะรังสี UVB เท่านั้น หากต้องการปกป้องผิวจากรังสี UVA ที่ทำให้ผิวคล้ำและเกิดริ้วรอยไปด้วย จำเป็นต้องดูค่าอีกตัวหนึ่งควบคู่กัน นั่นคือค่า PA

SPF และ PA แตกต่างกันอย่างไร

ความต่างของ SPF และ PA

ค่า PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA เป็นค่าที่บอกระดับการปกป้องผิวจากรังสี UVA โดยเฉพาะ ต่างจาก SPF ที่เน้นวัดการปกป้องรังสี UVB เพียงอย่างเดียว ครีมกันแดดที่ปกป้องผิวได้ครบถ้วนจึงควรมีทั้งสองค่านี้ระบุอยู่บนฉลากเดียวกัน ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลข SPF อย่างเดียวแล้วสรุปว่าเพียงพอแล้ว

ค่า PA จะแสดงผลเป็นเครื่องหมายบวกต่อท้าย ยิ่งมีเครื่องหมายบวกมากเท่าไหร่ ยิ่งบ่งบอกว่าปกป้องผิวจากรังสี UVA ได้มากขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปแบ่งเป็นระดับ PA+ ที่ป้องกันได้ในระดับน้อย เหมาะกับกิจกรรมในร่ม ไปจนถึง PA++++ ที่ป้องกันได้ในระดับสูงของสเกลนี้ เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งที่แดดจัด

แพทย์มักอธิบายให้คนไข้ฟังว่า SPF กับ PA ทำหน้าที่คนละส่วน ไม่สามารถใช้ตัวใดตัวหนึ่งทดแทนกันได้ คนไข้ที่กังวลเรื่องผิวไหม้แดดอย่างเดียวอาจโฟกัสที่ SPF สูง แต่ลืมดูค่า PA ทำให้ผิวยังคงหมองคล้ำหรือเกิดฝ้าเพิ่มขึ้นได้แม้จะทาครีมกันแดดทุกวัน เวลาเลือกซื้อจึงควรมองทั้งสองค่าไปพร้อมกันเสมอ

วิธีเลือกค่า SPF และ PA ให้เหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์

ไม่มีค่า SPF หรือ PA ตัวใดตัวหนึ่งที่เหมาะกับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ การเลือกค่าที่พอดีต้องพิจารณาทั้งกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันและสภาพผิวของตัวเราเองประกอบกัน

เลือกตามกิจกรรมและสถานที่

ระดับ SPF และ PA ที่เหมาะสมจะเปลี่ยนไปตามความเข้มของแสงแดดที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน หากเลือกค่าที่ต่ำเกินไปในวันที่ต้องออกแดดจัด ผิวจะไม่ได้รับการปกป้องเพียงพอและเสี่ยงไหม้แดดได้ง่าย ในทางกลับกันหากเลือกค่าที่สูงเกินความจำเป็นในกิจกรรมเบา ๆ ก็อาจเพิ่มโอกาสระคายเคืองผิวโดยไม่จำเป็น

  • ทำงานในอาคารหรือโดนแดดผ่านกระจกเป็นหลัก: เลือกค่า SPF และ PA ระดับปานกลางก็เพียงพอ เพราะแม้แสงแดดจะไม่แรง แต่รังสี UVA ยังทะลุกระจกเข้ามาทำร้ายผิวได้ต่อเนื่องตลอดวัน หากไม่ป้องกันเลยผิวจะสะสมความหมองคล้ำโดยไม่รู้ตัว
  • ออกไปทำธุระกลางแจ้งเป็นระยะ ๆ : ควรเลือกค่าที่สูงขึ้นกว่ากิจกรรมในร่ม เพราะผิวต้องเจอทั้ง UVA และ UVB โดยตรงเป็นช่วง ๆ หากเลือกค่าต่ำเกินไปจะป้องกันได้ไม่ทันกับระยะเวลาที่อยู่กลางแจ้งจริง
  • ทำกิจกรรมกลางแจ้งต่อเนื่อง เช่น เล่นกีฬาหรือไปทะเล: ควรเลือกค่า SPF และ PA ระดับสูง ร่วมกับสูตรกันน้ำกันเหงื่อ เพราะเหงื่อและน้ำจะทำให้ครีมกันแดดเสื่อมประสิทธิภาพเร็วกว่าปกติ หากไม่เลือกสูตรที่ทนทานพอ การปกป้องผิวจะลดลงเร็วกว่าที่ตัวเลขบนฉลากระบุไว้

เลือกตามสภาพผิว

นอกจากกิจกรรมแล้ว เนื้อสัมผัสและส่วนผสมของครีมกันแดดก็มีผลต่อผิวแต่ละคนไม่เท่ากัน การเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนระหว่างการใช้งานได้

  • ผิวมันหรือผิวผสม: ควรเลือกเนื้อกันแดดแบบน้ำ เจล หรือสูตรควบคุมความมัน เพราะเนื้อครีมที่หนักเกินไปอาจอุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวอุดตันตามมา
  • ผิวแห้ง: ควรเลือกเนื้อครีมที่มีส่วนผสมเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะหากใช้สูตรแมทหรือสูตรควบคุมมันในผิวที่แห้งอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้ผิวตึงและลอกง่ายขึ้น
  • ผิวแพ้ง่ายหรือผิวบอบบาง: ควรเลี่ยงส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง เพราะผิวกลุ่มนี้มีโอกาสตอบสนองไวต่อสารเคมีมากกว่าผิวทั่วไป หากเลือกผิดสูตรอาจเกิดผื่นแดงหรือแสบผิวหลังทาได้

ทาครีมกันแดดอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพเต็มที่

การทาครีมกันแดดให้ได้ประสิทธิภาพ

ต่อให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA เหมาะสมแล้ว หากทาผิดวิธีก็อาจได้รับการปกป้องน้อยกว่าที่ตัวเลขบนฉลากระบุไว้มาก เพราะประสิทธิภาพของครีมกันแดดขึ้นอยู่กับปริมาณและความสม่ำเสมอในการทาเป็นหลัก

ปริมาณเหมาะสม

หลายคนทาครีมกันแดดในปริมาณน้อยเกินไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้การปกป้องผิวจริงต่ำกว่าค่า SPF ที่ระบุไว้บนฉลากมาก เพราะค่า SPF ถูกทดสอบจากการทาในปริมาณมาตรฐานที่ค่อนข้างหนา หากทาบางกว่านั้นระดับการป้องกันก็จะลดลงตามสัดส่วน สำหรับใบหน้าและลำคอ ปริมาณที่แนะนำโดยทั่วไปคือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ หรือเกลี่ยให้เห็นเป็นชั้นบาง ๆ ทั่วผิวหน้าอย่างครบถ้วน ไม่ใช่แค่แต้มเป็นจุด ๆ แล้วปาดกระจาย เพราะจะทำให้บางบริเวณได้รับการปกป้องไม่เพียงพอ

ความถี่ในการทาซ้ำระหว่างวัน

ครีมกันแดดไม่ได้ปกป้องผิวได้ตลอดทั้งวันเพียงครั้งเดียว เพราะประสิทธิภาพจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา เหงื่อ การเช็ดหน้า และการเสียดสีระหว่างวัน โดยทั่วไปควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดประมาณ 15 ถึง 30 นาที เพื่อให้เนื้อครีมเกาะผิวได้ดีก่อนเจอแสงแดดจริง จากนั้นควรทาซ้ำทุก 2 ถึง 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อออกมากหรือต้องโดนน้ำ หากปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเกินกว่านั้นโดยไม่ทาซ้ำ ผิวจะเริ่มรับรังสี UV แบบไม่มีการป้องกันอีกครั้งโดยที่เราไม่รู้ตัว

ทาครีมกันแดดถูกวิธีแล้ว ผิวยังมีปัญหาอยู่ไหม ปรึกษาที่ DSK ได้

ถ้าถามว่าปรึกษาปัญหาผิวที่ไหนดี DSK คือหนึ่งในคลินิกเวชกรรมที่เปิดให้คนไข้เข้ามาพูดคุยเรื่องผิวได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดูแลผิวด้วยครีมกันแดดมาอย่างถูกวิธีอยู่แล้วแต่ยังมีฝ้าจุดด่างดำ หรือผิวไม่เรียบเนียนสะสมจากแดดในอดีต หรือคนที่เพิ่งเริ่มสงสัยว่าผิวของตัวเองเหมาะกับการดูแลแบบไหน

ปัญหาผิวที่เกิดจากแสงแดดสะสมมานาน เช่น รอยดำจากสิวเก่าหรือผิวหมองคล้ำไม่สม่ำเสมอ มักไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทาครีมกันแดดเพียงอย่างเดียว เพราะครีมกันแดดทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ปัญหาแย่ลง แต่ไม่ได้ลบรอยที่เกิดขึ้นแล้ว ในกรณีนี้แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการดูแลเพิ่มเติมตามลักษณะผิวของแต่ละคน

  • โปรแกรม Pico Laserที่ช่วยปรับสีผิวและลดเลือนรอยดำ ซึ่งหลังทำหัตถการลักษณะนี้ ผิวจะไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติชั่วคราว การทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอจึงกลายเป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้ตัวหัตถการเอง
  • โปรแกรม Rejuranโดดเด่นด้วยสาร Polynucleotide (PN) จาก DNA ปลาแซลมอนบริสุทธิ์ ที่เข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างผิว ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ช่วยปรับสีผิวที่ดูหมองคล้ำให้กลับมาสว่างกระจ่างใส ลดเลือนรอยดำ รอยสิว และจุดด่างดำสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟู
  • โปรแกรม Vitaranนวัตกรรมฟื้นฟูผิวล้ำลึกด้วยสาร Polynucleotide (PN) ที่มีคุณสมบัติในการเข้าไปซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ พร้อมช่วยลดการอักเสบและปรับสมดุลการทำงานของเซลล์ที่สร้างเม็ดสี ช่วยให้รอยดำ รอยสิว และความหมองคล้ำที่ฝังลึกจางลง กระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรงและเรียบเนียนขึ้น ช่วยพลิกฟื้นผิวที่ดูโทรมให้กลับมาสว่างกระจ่างใส สีผิวดูสม่ำเสมอ
  • โปรแกรม IV Therapyหรือการดริปวิตามินผิว เป็นการส่งผ่านสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีสูตรเข้มข้นเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ฟื้นฟูร่างกายได้ทันที พร้อมซ่อมแซมผิวที่ถูกทำร้ายจากรังสี UV ผลลัพธ์ที่ได้คือรอยดำดูจางลง สีผิวกระจ่างใส เรียบเนียน และดูเปล่งปลั่งสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

หากอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางดูแลผิวหรือปรึกษาปัญหาผิวที่เกี่ยวข้องกับแสงแดด สามารถเข้ามาพูดคุยกับแพทย์เพื่อวางแผนที่เหมาะกับผิวของตัวเองได้โดยตรง

สรุปบทความ

SPF คือค่าที่บอกความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี UVB ส่วน PA คือค่าที่บอกการปกป้องจากรังสี UVA ทั้งสองค่าทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างครบถ้วน การเลือกค่าที่เหมาะสมควรพิจารณาจากกิจกรรมและสภาพผิวของแต่ละคน ไม่ใช่เลือกตัวเลขที่สูงเข้าไว้เสมอไป และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทาในปริมาณที่เพียงพอและทาซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะครีมกันแดดจะปกป้องผิวได้จริงก็ต่อเมื่อใช้ถูกวิธีเท่านั้น หากทาครีมกันแดดอย่างถูกต้องแล้วแต่ยังกังวลเรื่องฝ้า จุดด่างดำ หรือปัญหาผิวอื่น ๆ ที่สะสมมานาน สามารถแอดไลน์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ @dskinclinic

คำถามที่พบบ่อย

จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดด SPF สูง ๆ หรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป ค่า SPF ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมและระยะเวลาที่ต้องเจอแสงแดดในแต่ละวัน คนที่ทำงานในอาคารเป็นหลักอาจไม่จำเป็นต้องใช้ SPF ระดับเดียวกับคนที่ต้องออกแดดจัดทั้งวัน เพราะค่า SPF ที่สูงเกินความจำเป็นอาจเพิ่มโอกาสระคายเคืองผิวได้มากขึ้นในบางคน

ค่า SPF สูง ยิ่งทนแดดได้นานขึ้นจริงไหม?

ในทางทฤษฎีค่า SPF ที่สูงขึ้นหมายถึงระดับการปกป้องจากรังสี UVB ที่มากขึ้น แต่ในการใช้งานจริงระยะเวลาที่ปกป้องได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลข SPF เพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทา ความถี่ในการทาซ้ำ เหงื่อ และการเสียดสีระหว่างวันด้วย หากทาน้อยเกินไปหรือไม่ทาซ้ำตามเวลา แม้ค่า SPF จะสูงก็อาจปกป้องผิวได้ไม่นานอย่างที่คาดไว้

อยู่ในที่ร่มหรือวันไม่มีแดด ต้องทาครีมกันแดดไหม?

ควรทา เพราะรังสี UVA ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำและริ้วรอยสามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างและเมฆครึ้มเข้าถึงผิวได้ แม้จะอยู่ในอาคารหรือเป็นวันที่ท้องฟ้าไม่มีแดดจ้าก็ตาม การทาครีมกันแดดเป็นประจำจึงช่วยลดการสะสมของความเสียหายที่มองไม่เห็นในระยะสั้นแต่ส่งผลต่อผิวในระยะยาว

banner-view-promotion-mobile

วิดีโอเรื่องที่ควรรู้

mock-cover-video-1
รู้จักเครื่องยกกระชับ คลิปเดียวจบ!

อ่านบทความจากหมอ

phone
bg-bt-contact-1-2x
แอดไลน์คลินิค
จองคิวทำนัด
bg-bt-contact-2-2x
ปรึกษาปัญหาผิวหน้า
ทักแชท Facebook
bg-bt-contact-3-2x
ติดต่อสอบถาม
โทรเลย
bg-bt-contact-4-2x
ค้นหาสาขาใกล้ตัว
คลิกดูสาขา