โปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler ฉีดตัวไหน ราคาเท่าไหร่ เหมาะกับใคร ควรรู้อะไรก่อนฉีด
คุณหมอขอสรุป โปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler ฉีดตัวไหนดีกว่ากัน?
| – โปรแกรม Radiesse เป็นฟิลเลอร์ชนิดหนึ่งที่ใช้เติมเต็มร่องลึก และริ้วรอยบนใบหน้าโดยสามารถใช้เป็นฟิลเลอร์ หรือเป็น Biostimulator ก็ได้ – โปรแกรม HA Filler เป็นฟิลเลอร์ชนิดหนึ่งที่สังเคราะห์ที่เลียนแบบสาร Hyaluronic Acid ที่มีในร่างกายอยู่แล้วแต่จะสลายไปเมื่อมีอายุมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเติมเต็มร่องลึกและริ้วรอยบนใบหน้า – โปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler จะเน้นการใช้งานในบริเวณที่แตกต่างกัน โดย Radiesse จะสามารถใช้ในบริเวณที่ร่องลึกอย่างร่องน้ำหมากได้ดี คอ และมือได้ ในขณะที่ HA Filler จะเหมาะกับการฉีดเพื่อเติมเต็มมากกว่า ให้วอลลุ่มที่สูงกว่า – โปรแกรม Radiesse จะให้ผลลัพธ์อยู่นานถึง 18 เดือน ส่วนโปรแกรม HA Filler จะให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 8-12 เดือน – โปรแกรม Radiesse จะมีราคาอยู่ที่ 36000/1 กล่อง(1.5 cc) ในขณะที่โปรแกรม HA Filler จะอยู่ที่ 10000 – 30000 ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด จำนวน CC ที่ต้องใช้ |
เทียบกันให้ชัดสารสองตัวช่วยเติมเต็มร่องลึก ช่วยลดเลือนริ้วรอย โปรแกรม Radiesse VSโปรแกรม HA Filler ฉีดตัวไหนดีกว่ากัน เลือกฉีดอะไรให้เหมาะกับตัวเอง พร้อมเทียบข้อดี-ข้อเสียให้ได้เห็นกันไปเลย
Radiesse คืออะไร?
หากถามว่า โปรแกรม RADIESSE คืออะไร ? พูดง่ายๆ ก็จะเป็นฟิลเลอร์ชนิดหนึ่งที่ใช้เติมเต็มร่องลึก และริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มฟู และแลดูเรียบเนียนกระชับ โดยโปรแกรม Radiesse จะเป็นสารเติมเต็มแบบโปรแกรม Dermal Filler ที่มีสารประกอบหลักๆ มาจากธรรมชาติ โดยโปรแกรม Radiesse จะทำงานด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนโดยตรง จับกับ Fibroblast และกระตุ้นให้สร้างเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งจะต่างจากยาใกล้เคียงอย่างโปรแกรม Sculptra ที่จะกระตุ้นคอลลาเจนผ่านกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์ กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ส่งสัญญาณไปยังเซลล์เพื่อสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
โปรแกรม Radiesse เหมาะกับใคร
- ผู้ที่มีที่มีปัญหาผิวแก่ก่อนวัย ผิวไม่กระชับ
- ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าเริ่มสูญเสียคอลลาเจน อีลาสติน ผิวไม่ดี ขาดการบำรุง
- ผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย
- ผู้ที่มีผิวหนังขาดความชุ่มชื้น หมองคล้ำ
- ผู้ที่มีร่องลึกต่างๆ บนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก รอยย่นรอบปาก
- ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาความเหี่ยวย่นบริเวณ หลังมือ คอ และเนินอก
- ผู้ที่มีต้องการแก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน มีรูขุมขนกว้าง ผิวหน้าขรุขระ
โปรแกรม Radiesse ราคาเท่าไหร่
โปรแกรม Radiesse ราคาอยู่ที่ 36,000 /ขวด (1.5 CC ) โดยทั่วไปจะใช้ 1 ถึง 2 ขวดต่อ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาผิวของแต่ละบุคคล โดยก่อนฉีด คุณหมอจะวิเคราะห์ใบหน้าอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคนมากที่สุด จะได้แก้ปัญหาอย่างตรงจุด และคุ้มค่า
โปรแกรม HA Filler คืออะไร?
โปรแกรม HA Filler หรือ Hyaluronic Acid Filler คือ สารโปรแกรมฟิลเลอร์สังเคราะห์ที่เลียนแบบสาร Hyaluronic Acid ที่มีในร่างกายอยู่แล้วแต่จะสลายไปเมื่อมีอายุมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเติมเต็มร่องลึก และริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มให้ผิวดูอิ่มน้ำและแลดูสดใสขึ้น
โปรแกรม HA Filler เหมาะกับใคร
- ผู้ที่ต้องการลดและแก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึก บริเวณต่างๆ ของใบหน้า เช่น หน้าผาก รอบดวงตา ร่องลึกมุมปาก
- ผู้ที่ต้องการแก้ไขปรับแต่งรูปหน้า เช่น เติมริมฝีปาก ร่องแก้ม
- ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวหน้าให้กลับมาคงความอ่อนเยาว์ สดใส เปล่งปลั่ง
โปรแกรม Radiesse ต่างจากโปรแกรม Sculptra อย่างไร?
แม้ว่าทั้งโปรแกรม Radiesse และโปรแกรม Sculptra จะจัดเป็นสารในกลุ่ม Biostimulator ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันที่ส่วนประกอบหลักและกลไกการทำงาน
โดยโปรแกรม Sculptra ใช้สาร PLLA ที่เน้นการกระตุ้นคอลลาเจน Type 1 ผ่านกระบวนการตอบสนองของเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ผิวค่อย ๆ แน่นฟูขึ้นในระยะยาว
ส่วนโปรแกรม Radiesse ใช้สาร CaHA ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการทำงานสองกลไก (Dual Action) คือสามารถให้วอลลุ่มเพื่อเติมเต็มร่องลึกได้ทันทีบางส่วนคล้ายฟิลเลอร์ พร้อมกับเข้ากระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการอักเสบ ทำให้โปรแกรม Radiesse โดดเด่นในด้านการยกกระชับและการปรับปรุงคุณภาพผิวที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่า
เทียบราคาโปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler ตัวไหนคุ้มกว่ากัน
โดยทั่วไปราคาของโปรแกรม Radiesse จะอยู่ที่ 36,000 บาท ซึ่งถึงแม้โปรแกรม Radiesse จะมีราคาสูงแต่ก็มีความคุ้มค่า เพราะตัวสารสามารถอยู่ได้ยาวนานถึง 2 ปี ถ้าดูแลอย่างถูกวิธี ส่วนโปรแกรม HA Filler ก็จะมีราคาโดยทั่วไปอยู่ที่ 10,000 – 30,000 บาท ต่อ 1 CC แต่ก็จะมีระยะเวลาของผลลัพธ์ที่สั้นกว่าจนอาจจะต้องมาเติมบ่อยกว่า
ซึ่งราคาที่แตกต่างกันก็จะมาจากปัจจัยโดยละเอียด ดังนี้
| ข้อเปรียบเทียบ | โปรแกรม Radiesse | โปรแกรม Filler (HA) |
| องค์ประกอบของยา | Calcium hydroxylapatite(CaHA) | Hyaluronic Acid (HA) |
| ความปลอดภัย | ผ่านการรับรองจาก EU US FDA และ อย. ในประเทศไทย | ผ่านการรับรองจาก US FDA และ อย. ในประเทศไทย(*บางยี่ห้อเท่านั้น) |
| ระยะเวลาที่สารออกฤทธิ์ | 12-18 เดือน* หากดูแลดี อยู่ได้นานกว่านั้น | 10-12 เดือน |
| การทำงานของสาร | สามารถฉีดได้ทั้งแบบฟิลเลอร์ คือเน้นการเติมเต็ม หรือ ฉีดแบบกระตุ้นคอลลาเจนก็ได้ | เติมเต็มใต้ชั้นผิวหนัง โดยมีเนื้อของสารเติมเต็มหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบนุ่มและแบบแข็งเพื่อทดแทนจุดฉีดแบบต่างๆ |
| เหมาะกับใคร | อายุ 20 ปีขึ้นไป ต้องการผลลัพธ์ระยะยาว ต้องการกระตุ้นคอลลาเจน มีปัญหาริ้วรอยลึก*จุดเด่นคือฉีดเติมเต็มริ้วรอยที่คอ และ หลังมือได้ | อายุ 20 ปีขึ้นไป ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที เน้นการปรับรูปหน้า เติมร่องตื้น ต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวกักเก็บน้ำ |
| ผลลัพธ์หลังทำ | ค่อยๆ เห็นผล ผิวเต่งตึง ผิวเรียบเนียน ราว 1- 3 เดือนจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน | เห็นผลทันทีหลังฉีด เติมเต็มร่องลึก ปรับโครงสร้างหน้า |
| ราคา*ปริมาณที่ใช้ อาจแตกต่างตามปัญหาและการประเมินของแพทย์ | ฿36,000 /ขวด (1.5 CC ) | ฿10,000 – ฿30,000 / ( 1 CC ) |
เทียบโปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันไหม?
การฉีดโปรแกรม Radiesse สามารถฉีดได้ทั้งแบบฟิลเลอร์ คือเน้นการเติมเต็ม หรือฉีดแบบกระตุ้นคอลลาเจนก็ได้ โดยจะอยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน ขึ้นไป เนื่องจากโปรแกรม Radiesse มีคุณสมบัติในการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน หากมีการฉีดแบบ Biostimulator จะแสดงผลลัพธ์ชัดเจนที่ 1-3 เดือน หลังจากที่ฉีดไปแล้ว ในขณะที่โปรแกรม HA Filler จะแสดงผลได้ทันทีสามารถเห็นความแตกต่างหลังฉีดได้ชัดเจน แต่ต้องอาศัยระยะเวลาราวๆ 2 สัปดาห์ในการให้ Filler คงรูปหลังฉีด การฉีดฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานราวๆ 10-12 เดือนจะสลายตัวไปตามธรรมชาติ

เทียบโปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง?
โปรแกรม Radiesse และโปรแกรม HA Filler ต่างก็เป็นฟิลเลอร์ที่นิยมทั้งนั้น แต่ทั้งสองตัวก็จะมีจุดโดดเด่นที่แตกต่างกันทำให้อาจจะเหมาะกับบางจุดเป็นพิเศษมากกว่า
โปรแกรม Radiesse ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง
โปรแกรม Radiesse จะช่วยในการลดริ้วรอยได้ดี แก้ร่องที่ลึกได้มากกว่าฟิลเลอร์ โดยนอกจากใบหน้าแล้วก็ยังมีที่คอและหลังฝ่ามือที่สามารถทำได้ดีเช่นกัน โดยจุดที่ Radiesse ทำงานได้อย่างโดดเด่นก็จะมี ดังนี้
- ร่องแก้ม ช่วยแก้ปัญหาการยุบตัวในบริเวณใต้ตาหรือร่องแก้ม
- ร่องน้ำหมาก ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย รอยพับของใบหน้า ร่องลึกต่างๆ ที่พบได้ในบริเวณนี้
- รอยมุมปาก ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ยกกระชับแก้มและมุมปากให้ดูเยาว์วัย ที่มักเกิดบริเวณมุมปาก
- ริ้วรอยบนลำคอ ช่วยลดริ้วรอย เพิ่มความเต่งตึง
- เติมเต็มหลังมือ ช่วยทำให้ผิวหนังที่หลังมือซึ่งเป็นอวัยวะที่จะแสดงถึงอายุมากที่สุด ดูกระชับเนียนใสได้
โปรแกรม HA Filler ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง
โปรแกรม HA Filler จะช่วยในการเติมเต็มร่องต่างๆ ที่ยังไม่ลึกมาก โดยจะเห็นผลบนใบหน้าได้อย่างรวดเร็ว เช่น
- ร่องแก้ม เติมเต็มร่องลึก ให้ใบหน้าดูเรียบเนียน
- ร่องน้ำหมาก เติมเต็มร่องลึก ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
- รอยมุมปาก เติมเต็มรอยยิ้ม ช่วยให้ใบหน้าดูสดใส
- ริมฝีปาก เติมให้อวบอิ่ม ช่วยให้ริมฝีปากดูมีเสน่ห์
- ใต้ตา เติมเต็มรอยคล้ำ รอยเหี่ยวย่น ช่วยให้ใต้ตาดูสดใส
- หน้าผาก เติมเต็มรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้หน้าผากเรียบเนียน
โดยสรุปแล้ว โปรแกรม Radiesse จะมีความหนืดมากกว่าโปรแกรม HA Filler จึงเหมาะกับการฉีดในบริเวณที่มีร่องลึกมากๆ เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก โดยที่โปรแกรม Radiesse ไม่ได้แค่เติมเต็มร่องลึก แต่ยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้เหมาะกับการฉีดในบริเวณที่ต้องการยกกระชับได้เป็นอย่างดี

โปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler เหมาะกับใคร
โปรแกรม Radiesse จะเหมาะกับคนต่อไปนี้
- ผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป
- ผิวหน้าหย่อนคล้อย
- ผู้ที่มีริ้วรอยร่องลึก
- ผู้ที่ต้องการระยะยาว
- ต้องการบำรุงผิวหน้าให้กลับมาแลดูอ่อนเยาว์ สดใส เปล่งปลั่ง
โปรแกรม HA Filler จะเหมาะกับคนต่อไปนี้
- ผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่ต้องการเติมเต็มร่องลึกและริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าอย่างรวดเร็ว
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง
หมอ DSK แนะนำ : โปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler เลือกฉีดแบบไหนให้ได้ความคุ้มค่าที่สุด
หมอ DSK ขอแนะนำว่าการเลือกระหว่าง โปรแกรม Radiesse และโปรแกรม HA Filler ให้คุ้มค่าที่สุดนั้น ควรพิจารณาจากปัญหาผิวและเป้าหมายหลักของแต่ละบุคคลครับ โดยเฉพาะผู้ที่มีความกังวลเรื่อง “หน้าตอบ” หรือใบหน้าที่ดูไม่สดใส การเข้าใจกลไกของสารทั้งสองชนิดเป็นสิ่งสำคัญ
หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วในการเติมเต็ม เพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าดูอิ่มฟูขึ้นทันที เช่น บริเวณแก้มตอบ หรือร่องลึกที่ยังไม่มากนัก โปรแกรม HA Filler ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนหลังฉีด ช่วยแก้ปัญหาหน้าตอบจากการยุบตัวของไขมันได้อย่างตรงจุด
ในทางกลับกัน หากปัญหาหน้าตอบเกิดร่วมกับความหย่อนคล้อยของผิว การสูญเสียคอลลาเจน หรือมีร่องลึกที่ชัดเจน เช่น ร่องน้ำหมาก การเลือกโปรแกรม Radiesse อาจให้ความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า แม้จะมีราคาสูงกว่าต่อครั้ง แต่ด้วยคุณสมบัติที่เป็น Biostimulator สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวได้ยาวนาน ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่การเติมเต็ม แต่ยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง แน่นกระชับขึ้น ใบหน้าโดยรวมจะดูยกกระชับและแลดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ที่ DSK Clinic คุณหมอจะประเมินปัญหาและโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด เพื่อแนะนำหัตถการที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณครับ
ฉีดโปรแกรม Radiesse กับโปรแกรม HA Filler ที่ DSK Clinic ดีกว่าอย่างไร
ประสิทธิภาพของยาฉีดทุกชนิดจะแสดงผลได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ภายใต้เทคนิคการรักษาที่ถูกต้อง แม้เลือกใช้ตัวยาแท้ระดับมาตรฐาน แต่หากยิงฉีดไม่ตรงจุด วางยาผิดชั้นผิว หรือประเมินโครงหน้าไม่แม่นยำ ก็อาจทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เพราะทั้งโปรแกรม Sculptra, โปรแกรม HA Filler และโปรแกรม Radiesse ต่างเป็นหัตถการชั้นสูงที่ต้องอาศัยฝีมือ ประสบการณ์ และความพิถีพิถันของแพทย์เป็นหัวใจสำคัญ
DSK Clinic จึงมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของทีมแพทย์ด้านการปรับรูปหน้า การฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ และงานยกกระชับอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบการรักษาแบบ Tailor-made ที่ตรงจุดที่สุด โดยเน้นการประเมินวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะบุคคลอย่างละเอียด พร้อมวางแผนโครงสร้างใบหน้าก่อนลงมือฉีดจริงเสมอ
วิเคราะห์ใบหน้า
วิเคราะห์ใบหน้าอย่างละเอียด ฉีดอย่างแม่นยำ เลือกยาเหมาะสม ออกแบบเทคนิคฉีดแม่นยำ กระดูกชั้นลึก ชั้นกลาง และชั้นตื้นตามสาเหตุ เพื่อความเป็นธรรมชาติ
เทคนิคเฉพาะ
เทคนิค ABI Technique เฉพาะ DSK เน้นเข้าใจสาเหตุของปัญหาลึกถึงระดับกายวิภาค เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ดูดีอย่างธรรมชาติ โดยใช้ยาน้อยกว่า
Advance CMS
เทคนิค Advance CMS (Custom Multi-Direction Simulation)เทคนิคเฉพาะที่ DSK ฉีดแบบปล่อยยา กระตุ้นหลายทิศทาง แก้ปัญหาเฉพาะบุคคล ปรับเทคนิคตามปัญหา
สรุป
โปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler ต่างก็เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการเติมเต็มร่องลึก และริ้วรอย แต่ทั้งสองแบบก็มีความแตกต่างในเรื่องต่างๆ กันไป เช่น เรื่องราคา จุดที่เหมาะต่อการใช้งาน อายุการคงอยู่ และรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับความต้องการ และคำแนะนำของแพทย์ด้วยว่าตัวไหนจะเหมาะสมกับปัญหาที่ผู้ใช้บริการพบเจอมากกว่ากัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม Filler (FAQ)
ต่อไปนี้ก็จะเป็นคำถามที่พบได้บ่อยๆ เกี่ยวกับโปรแกรม Radiesse VS โปรแกรม HA Filler ซึ่งเราก็รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้วดังนี้
ทำไมโปรแกรม HA Filler จึงแก้ไขได้ง่ายกว่า
โปรแกรม HA Filler ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และหากจำเป็นแพทย์ก็จะสามารถฉีดเร่งสลาย โปรแกรม HA Filler ได้ด้วย จึงทำให้สามารถปรับรูปทรงได้ง่าย
โปรแกรม Radiesse ไม่ต้องเสียเงินฉีดบ่อยจริงหรือไม่
โปรแกรม Radiesse จะสามารถให้ผลคงอยู่ได้อย่างยาวนาน 1 – 2 ปี หากดูแลได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นเรื่องจริงที่ไม่ต้องมาฉีดบ่อยก็ได้
โปรแกรม Radiesse ฉีดแล้วเห็นผลทันทีหรือไม่
โปรแกรม Radiesse จะเห็นผลลัพธ์ทันทีภายใน 1 – 4 สัปดาห์แรกหลังฉีด แต่ผลลัพธ์ค่อยๆ เห็นผลดีขึ้นเรื่อยจนถึงช่วง 6 – 24 เดือน ที่จะเกิดผลได้เต็มที่
โปรแกรม Radiesse VS Filler อะไรเจ็บกว่ากัน
ความเจ็บปวดนั้นใกล้เคียงกัน
ฉีดโปรแกรม Radiesse แล้วห้ามโดนความร้อนเหมือนฉีด Filler หรือไม่
ไม่จำเป็นต้องเลี่ยงความร้อนหลังฉีดโปรแกรม Radiesse เนื่องจากโปรแกรม Radiesse ทำงานโดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แทนที่จะเป็นการเติมช่องว่าง เหมือนโปรแกรม HA Filler จึงไม่มีความเสี่ยงที่จะละลายจนเสียรูป
โปรแกรม Sculptra VS Filler ต่างกันอย่างไร เลือกหัตถการไหนดี
โปรแกรม Sculptra VS Filler มีจุดประสงค์การทำงานต่างกัน โดยโปรแกรม Sculptra เป็น Biostimulator ที่เน้นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติเพื่อเพิ่มความแน่นฟู ยืดหยุ่น และกระชับให้ชั้นผิวในระยะยาว เหมาะกับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยขาดคอลลาเจน ส่วนโปรแกรมฟิลเลอร์ (HA Filler) เป็นเจลไฮยาลูโรนิคแอซิดที่เน้นการเติมเต็มวอลลุ่มทดแทนโครงสร้างที่ทรุดตัวทันที เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม หรือคาง การเลือกหัตถการจึงขึ้นอยู่กับปัญหาผิวเฉพาะบุคคล ซึ่งสามารถทำควบคู่กันได้ตามคำแนะนำของแพทย์
โปรแกรม Radiesse สามารถฉีดสลายได้แบบโปรแกรม HA Filler หรือไม่
ไม่สามารถฉีดสลายด้วยตัวยาสลายโปรแกรมฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) ได้เหมือนโปรแกรม HA Filler เนื่องจากโปรแกรม Radiesse มีส่วนประกอบหลักคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งไม่ใช่ไฮยาลูโรนิคแอซิด อย่างไรก็ตาม ตัวยาจะค่อย ๆ ถูกระบบสลายตามธรรมชาติของร่างกายย่อยสลายและขับออกไปเองจนหมด โดยไม่ทิ้งสารตกค้างที่เป็นอันตราย
บทความที่เกี่ยวข้อง
- RADIESSE® (เรเดียสซ์) สารฉีดกระตุ้นการสร้างเส้นใยผิวใหม่ ช่วยให้ผิวสุขภาพดี ดูอ่อนเยาว์ ได้ยาวนานด้วยเทคนิคเฉพาะ ที่ DSK Clinic เท่านั้น
- ฉีดฟิลเลอร์ คือ? มีแบบไหนบ้าง? เลือกคลินิกอย่างไรให้เห็นผลธรรมชาติ
- Sculptra VS Radiesse เทียบคนละหมัด ตัวท็อปหน้าเด็ก 2 ค่ายดัง
- Ulthera vs Thermage vs Filler vs Botox อยากใบหน้ายกกระชับทำตัวไหนดี?
- ฟิลเลอร์ใต้ตา เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ยี่ห้อไหนดีที่สุด มีรุ่นอะไรบ้าง
วิดีโอเรื่องที่ควรรู้